Action Research

Action Research can make you a "student of teaching" (John Dewey).
บางส่วนของการบรรยายเรื่อง Action Research กับการพัฒนาตนเองของครู
บรรยายโดย Prof. Dr. Kristan Morrison
ณ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย 3 เมษายน 2551

วันนี้ดิฉันจะมาพูดเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองของครู ดิฉันแน่ใจว่าคุณคงคุ้นเคยกับโปรแกรมการพัฒนาบุคลากรครูเป็นอย่างดี ซึ่งทางองค์กรจะจัดให้ครูได้เข้าเรียนเพื่อพัฒนาทักษะต่างๆ แต่ว่าหัวข้อที่ดิฉันจะพูดในวันนี้ เป็นการพัฒนาที่คุณเองเป็นผู้จัดให้ตัวคุณเองหรือเรียกว่าเป็นการพัฒนาตนเอง ดิฉันจะพูดเกี่ยวกับการทำ Action Research ซึ่งการทำวิจัยนี้มีลักษณะคล้ายๆ กับการทำวิจัยที่ดิฉันได้มาทำที่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย เพียงแต่ว่าการทำวิจัยนี้จะเป็นการที่คุณเป็นผู้ทำวิจัยเสียเอง แทนที่จะเป็นบุคคลภายนอกมาทำ

วันนี้ดิฉันจะเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์การทำ Action Research เกี่ยวกับการสอนของดิฉันเอง และอาจจะได้มาระดมสมองกันว่ามีหัวข้องานวิจัยอะไรที่น่าสนใจที่เราจะทำได้บ้าง และหลังจากนั้นดิฉันจะนำเสนอลำดับขั้นตอนของการทำวิจัยแบบนี้ให้ทุกท่านฟัง

ใน 7 ปีที่ผ่านมา ดิฉันได้คลุกคลีกับการศึกษาแนว Unconventional ค่อนข้างมาก ได้ศึกษาว่าแนวการศึกษานี้มีลักษณะเป็นอย่างไร มีวิธีการดำเนินการอย่างไรในระดับโรงเรียน และดิฉันเกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วดิฉันจะนำวิธีการแบบ Unconventional นี้มาสู่ห้องเรียนที่ดิฉันสอนในมหาวิทยาลัยได้อย่างไร? คำถามนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายมากเนื่องจากสิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยที่ดิฉันทำงานอยู่นั้นเป็นแบบ Conventional ดิฉันต้องสอน 2 ห้องเรียน ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งดิฉันต้องให้เกรดนักเรียน และต้องสอนภายในเวลาที่กำหนดไว้ (14 สัปดาห์) และนักศึกษาคุ้นเคยกับการเรียนที่มีอาจารย์เป็นผู้สั่งว่าจะต้องทำอะไรบ้างในการเรียนวิชานี้ นักศึกษาหลายๆ คนไม่มีความอยากรู้อยากเรียนอย่างแท้จริงเลย เขารู้สึกเพียงแต่ว่าเขาต้องการเรียนให้จบและได้วุฒิไปจึงต้องอดทนอยู่ในห้องเรียนและทำทุกอย่างที่อาจารย์ต้องการโดยทั้งจำใจและต่อต้าน เช่น ไม่ค่อยอยากอ่านงานที่อาจารย์สั่งให้อ่านและไม่ค่อยส่งงานฯ สิ่งเหล่านี้ค่อนข้างรบกวนจิตใจของดิฉันมากและดิฉันแน่ใจว่าอาจารย์ทุกท่านต่างก็ประสบปัญหาเหล่านี้เช่นเดียวกัน แต่ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากเพราะว่าสิ่งที่ดิฉันต้องสอนนั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับพื้นฐานทางด้านการจัดการศึกษา ประวัติศาสตร์ ปรัชญา สังคมวิทยาและจิตวิทยาทางการศึกษา เราต้องศึกษาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่าเพราะเหตุใดการศึกษาจึงเป็นเรื่องไม่น่าพอใจสำหรับนักเรียนและบ่อยครั้งเพียงใดที่การศึกษาของอเมริกาไม่ได้ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ นักเรียนเพียงแต่ถูกจัดการศึกษาให้แต่ไม่ได้รับการศึกษาอย่างแท้จริง การศึกษาไม่ได้มีความหมายอะไรต่อนักเรียนมีเพียงแต่การป้อนข้อมูลและต้องตอบกลับออกมาในข้อสอบหรือโครงการต่างๆ เท่านั้น กล่าวคือในห้องเรียนของดิฉัน ดิฉันต้องให้นักศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับความคิดวิพากษ์ทางด้านการศึกษา ในขณะที่ดิฉันกำลังทำในสิ่งที่ดิฉันกำลังวิพากษ์วิจารณ์ด้วยตัวของดิฉันเอง ดิฉันพยายามเป็นอย่างมากที่จะนำการเรียนการสอนแบบ Unconventional เข้ามาปรับใช้ในการสอนของดิฉันในทุกๆ ภาคการศึกษาเพื่อที่จะได้เห็นว่าในมหาวิทยาลัยแบบ Conventional นั้น การเรียนการสอนแบบ Unconventional จะทำได้อย่างไรบ้าง ดิฉันต้องทำการทดลองในทุกๆ ภาคเรียนและใช้ตัวดิฉันและนักศึกษาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา และนี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการทำวิจัย Action Research ของดิฉัน

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดิฉันได้ตัดสินใจที่จะทดลองให้นักศึกษามีสิทธิมีเสียงในห้องเรียนให้มากขึ้น ดิฉันต้องการให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนไปด้วยกันกับดิฉันซึ่งดิฉันต้องการให้นักศึกษาช่วยวางแผนว่าวิชานี้ควรจะเรียนเนื้อหาอะไรและควรเรียนรู้อะไรบ้าง ดิฉันรู้ว่าการสร้างบทเรียนรู้ร่วมกันนั้นได้มีการทำจริงในโรงเรียนที่ดิฉันได้ไปทำงานวิจัยมา แต่นั่นเป็นโรงเรียนในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่ใช่ในระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นดิฉันจึงต้องการศึกษาจากตัวอย่างอื่นๆ เพิ่มเติมด้วยการอ่านบทความเรื่องการจัดการศึกษาที่เน้นหลักการประชาธิปไตย (การมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม) ในระดับมหาวิทยาลัย ดิฉันอ่านหนังสือหลายเล่มและบทความที่เล่าประสบการณ์ของอาจารย์ที่เคยทำสิ่งเหล่านี้มาก่อนแล้ว ได้ศึกษาเกี่ยวกับข้อจำกัดในมหาวิทยาลัย แรงต้านจากนักศึกษา เช่นเดียวกับแรงต้านจากตัวดิฉันเองที่ดิฉันอาจจะได้เจอ และได้นึกถึงประสบการณ์ การทดลองที่ดิฉันเคยทำมาก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากผ่านกระบวนการเหล่านี้ ดิฉันก็คิดว่าพร้อมแล้วที่จะได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ในห้องเรียนของดิฉันเอง

ดังนั้นในห้องเรียนระดับบัณฑิตศึกษาวันหนึ่งในปี 2007 ดิฉันเข้าห้องเรียนโดยไม่มี Syllabus ไม่มีการจัดหัวข้อ แผนการสอนใดๆ ดิฉันอธิบายแก่นักศึกษาว่าดิฉันต้องการที่จะทำอะไรและถามนักศึกษาว่าพวกเขาต้องการสร้างบทเรียนนี้ร่วมกันกับดิฉันหรือไม่?

วันแรก- คืนแรก ดิฉันพูดคุยกับนักศึกษาว่าเพราะเหตุใดโรงเรียนจึงมักถูกจัดตั้งขึ้นให้มีลักษณะการปกครองเป็นลำดับชั้นและเผด็จการ และสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้อย่างไร ดิฉันให้นักศึกษาอ่านข้อความสั้นๆ เกี่ยวกับปรัชญาการศึกษาอันหลากหลายและให้เลือกว่าข้อความใดที่น่าสนใจที่สุดที่พวกเขาอยากจะทดลองให้เกิดขึ้นภายในห้องเรียนของเขาเองเพื่อการเรียนรู้ที่ดีที่สุด นักเรียนเกือบทั้งหมดเลือกแนวปรัชญาที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ยกตัวอย่างเช่น Progressivism, Social Reconstructionism และ Existentialism เดิมทีเดียวนักศึกษาไม่ค่อยเต็มใจนักที่จะเข้าร่วมในการทดลองในครั้งนี้ ดิฉันจึงได้อธิบายเหตุผล ความตั้งใจของดิฉันในการทำสิ่งเหล่านี้และถามนักศึกษาว่าพวกเขาอยากให้ห้องเรียนนี้เป็นห้องเรียนที่ครูเป็นศูนย์กลางหรือนักเรียนเป็นศูนย์กลาง? ท้ายที่สุดนักศึกษาส่วนใหญ่ตกลงใจที่จะทดลองการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและนักเรียนเป็นศูนย์กลางในห้องเรียนของเขาเอง

ดิฉันได้ใช้วิธีการตามที่นักเขียนท่านหนึ่งที่ชื่อว่า Paulo Freire ซึ่งได้กล่าวถึงวิธีการทำงานร่วมกันกับนักเรียนวิธีหนึ่งที่ชื่อว่า “Generative themes” ดิฉันได้ให้นักเรียนตั้งคำถาม ตั้งหัวข้อในการเรียนรู้ร่วมกันในห้องเรียน มีหัวข้อหลากหลายได้ถูกตั้งขึ้นมากมาย เพียงเท่านี้เวลาสองชั่วโมงครึ่งก็เกือบจะหมดไป ดิฉันยังต้องการให้นักเรียนช่วยคิดวิธีการให้เกรด การเช็คการเข้าเรียน งานในห้องเรียนฯ แต่ดิฉันก็ทราบดีว่านักเรียนเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว ดิฉันจึงปิดการเรียนการสอนในวันนั้นด้วยการให้งาน แต่แทนที่จะให้อ่านบทความเหมือนอย่างที่เคยทำ ดิฉันได้ให้นักศึกษาไปตรวจสอบข้อเสนอแผนการเรียนที่ดิฉันได้คิดขึ้นมา (Course syllabus) เกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนและให้นักศึกษามาเจรจาหาข้อตกลงร่วมกันในการเรียนครั้งต่อไป ก่อนที่จะกลับบ้านดิฉันได้ให้พวกเขาเขียนบันทึก โดยให้คำถามดังนี้ (บันทึกนี้ยังไม่ต้องส่งจนกว่าการเรียนการสอน การสอบ การออกเกรดจะสิ้นสุดลงเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาเขียนจะไม่มีผลกระทบต่อผลการเรียนแต่อย่างใด ) คุณรู้สึกอย่างไรบ้างในตอนนี้และเพราะเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนี้? คุณชอบและไม่ชอบอะไรในการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมแบบนี้? ดิฉันเองก็ได้เขียนบันทึกเช่นเดียวกันว่าได้ให้นักเรียนทำสิ่งเหล่านี้ ให้พวกเขาเขียนบันทึกและดิฉันเห็นว่าปฏิกิริยาของนักเรียนเป็นอย่างไร และดิฉันรู้สึกอย่างไรกับกระบวนการเหล่านี้ ฯลฯ

วันที่สอง – ในชั้นเรียนครั้งต่อมาเราได้เริ่มพูดถึงเรื่องการออกแบบแผนการเรียนร่วมกันในทันที ดิฉันได้ให้นักเรียนออกแบบรายละเอียดเกี่ยวกับการสนทนากันในห้องเรียนเช่น การมีส่วนร่วมในการสนทนา การเข้าเรียน การประเมินผล ความถี่ในการประเมินผล เนื้อหา นักศึกษาจะได้รับมอบหมายให้ไปเก็บข้อมูลจากเพื่อนร่วมชั้นในหัวข้อต่างๆ และให้แนะนำข้อเสนอแนะจากข้อมูลที่ได้จากเพื่อนๆ เราใช้เวลากับกิจกรรมนี้ประมาณ 30-40 นาที

หลังจากการอภิปราย ต่อรองและสนทนากันอย่างกว้างขวางนักศึกษาคนหนึ่งได้เสนอวิธีการตัดเกรด การให้คะแนน นักศึกษาทั้งหมดได้มีส่วนร่วมพูดคุยและหาข้อตกลงร่วมกันจนเกือบหมดเวลาในห้องเรียน ดิฉันได้ตกลงที่จะนำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของนักศึกษาทั้งหมดไปทำแผนการเรียนการสอนซึ่งจะส่งให้นักเรียนทุกคนทางอีเมล์ภายในสัปดาห์นั้น ก่อนที่เราจะจบการเรียนการสอนในวันนั้น ดิฉันได้ให้นักเรียนเขียนบันทึกตอบคำถามเหล่านี้ : ท่านรู้สึกอย่างไรกับการตกลงเจรจากันในวันนี้? คุณรู้สึกมีส่วนร่วมมากขึ้นหรือน้อยลงในห้องเรียน?

หลังจากเลิกเรียน ดิฉันกลับไปที่ห้องทำงานและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งการให้คะแนน การตัดเกรดและแผนการสอนเนื้อหาตามลำดับ ผลออกมาปรากฏว่าแผนการสอนที่นักศึกษาเสนอมานั้นคล้ายคลึงกับที่ดิฉันเคยสอนมาเป็นอย่างมาก มีบางคำถามบางเนื้อหาที่นักศึกษาสงสัยจริงๆ ที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การตัดเกรดจะแตกต่างกับที่ดิฉันเคยทำมาในอดีต ดิฉันได้ส่งอีเมล์ตารางเรียน การตัดเกรดไปให้นักศึกษาล่วงหน้าสองวันเพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาพิจารณาล่วงหน้าก่อนการเรียนในครั้งต่อไป
วันที่สาม- คืนที่สามดิฉันได้เริ่มการเรียนการสอนด้วยการให้นักศึกษาเขียนบันทึกจากคำถามต่อไปนี้ : ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรในแผนการเรียนและการตัดเกรดใหม่นี้? ท่านคิดว่าท่านได้ในสิ่งที่ต้องการหรือไม่? ท่านคิดว่าท่านจะประท้วงหรือไม่ หากแผนการสอนนี้ แม้เพียงบางส่วนก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต?

การเรียนการสอนคืบหน้าไปด้วยดีหลังจากการออกแบบการเรียนร่วมกัน นักศึกษามีส่วนร่วมมากขึ้นในห้องเรียนและสนใจในหัวข้อการเรียนรู้ต่างๆ มากขึ้น เมื่อจบภาคการศึกษาดิฉันต้องการได้ผลการวิจัยในเชิงปริมาณมาช่วยยืนยันให้แน่ชัดว่านักเรียนรู้สึกมีส่วนร่วมและเอาใจใส่ในการเรียนมากขึ้นจริงๆ ดิฉันจึงได้แจกแบบสำรวจข้อมูลซึ่งดิฉันได้แนวคำถามมาจากการสำรวจความเอาใจใส่ในการเรียนของนักเรียนในระดับชาติมาใช้ในการสำรวจครั้งนี้

เมื่อจบภาคการศึกษาหลังจากการออกเกรดเรียบร้อยแล้ว ดิฉันได้อ่านบันทึกประสบการณ์การเรียนของนักศึกษาที่ได้บันทึกไว้ตลอดภาคการศึกษา และได้อ่านบทบันทึกของดิฉันเองด้วย และได้วิเคราะห์ผลจากแบบสำรวจและเขียนบทความสรุปกระบวนการทั้งหมด บทความนี้ดิฉันคิดว่าจะนำไปตีพิมพ์แต่ว่าแม้จะไม่ได้นำไปตีพิมพ์ บทความนี้ได้ช่วยให้ดิฉันได้คิดและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับกระบวนการสร้างบทเรียนร่วมกันว่ามันมีประสิทธิภาพหรือไม่และมีประโยชน์อย่างไรในการทำกิจกรรมดังกล่าวในห้องเรียน

กระบวนการต่างๆ ที่ดิฉันทำได้แก่ การวางแผน ลงมือทำ สังเกตการณ์และสะท้อนความคิด นี่คือกระบวนการของ Action Research หลายๆ คนเมื่อได้ยินเกี่ยวกับการทำวิจัยดังกล่าวมักจะกล่าวว่า “ฉันทำแล้ว” ปัญหาของการทำวิจัยนั้น แท้จริงแล้วเกิดจาก เขาได้ทำแล้วจริงๆ เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่มักจะไม่ได้ทำอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ ไม่ได้ทำงานวิจัยให้เป็นระบบหรือทำในแนววิพากษ์ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาการเรียนการสอนอย่างแท้จริง

การทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง อย่างวิพากษ์และเป็นระบบนั้น จะทำให้ครูมีความมั่นใจมากขึ้นในผลของงานวิจัยที่ออกมา การมองข้ามการเก็บหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะผลงานวิจัยที่ตรงข้ามกับสมมติฐานของเรา เช่น หากนักเรียนเกลียดการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม นี่จะทำให้ดิฉันได้คิดใหม่จริงๆ ว่าการที่ดิฉันคิดไว้แต่แรกว่า การเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมนั้นดีจริง มันดีจริงและเป็นไปอย่างที่ดิฉันคิดไว้หรือไม่? การทำ Action Research นั้นยังมีส่วนดีที่ทำให้เราได้อ่านงานของคนอื่นๆ ที่จะทำให้ได้แนวคิดไปปรับปรุงการทำงานของเราและจะช่วยให้เราไม่ต้องทำงานซ้ำกับสิ่งที่มีคนเคยทำไว้แล้ว และการอ่านยังทำให้เราได้คิดพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วย

4 ขั้นตอน การทำ Action Research

1.การวางแผนและสำรวจปัญหา

- ระบุประเด็นปัญหาให้ชัดเจน ที่จะลงมือทำได้ ปฏิบัติได้ ไม่กว้างจนเกินไป ไม่มากจนเกินเวลาที่จะพอทำได้จริง
- อ่านหนังสือหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่เราตั้งไว้
- ค้นหา สืบค้นปัญหาให้มากขึ้น ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อไร มีผลกระทบอย่างไร มันเกิดขึ้นที่ไหน
- อะไรที่น่าจะเป็นสาเหตุของปัญหา ลองพูดคุยกับเพื่อนครูท่านอื่น หรือลองอ่านหนังสือเพิ่มเติม
- ลองคิดวิธีแก้ปัญหาและวิธีการปฏิบัติ
- คิดว่าจะเก็บข้อมูลอย่างไร การวัดผลทำอย่างไร จะเก็บอย่างไร จะวิเคราะห์อย่างไร

2.การลงสอน ปฏิบัติ
3.สังเกตการณ์

- เก็บข้อมูล หลักฐานต่างๆ ที่จะใช้ในการวิเคราะห์ผลการวิจัย ข้อมูลหลักฐานมีหลายรูปแบบ เลือกให้เหมาะสมกับการปฏิบัติงานของท่าน

  • ผลงานของนักเรียน เรียงความ การบ้าน ผลสอบฯ
  • เอกสารอื่นๆ แผนการสอน บันทึกของนักเรียน ผู้ปกครอง บันทึกการประชุม
  • บันทึกส่วนตัวระหว่างการสังเกตการณ์นักเรียน บันทึกของนักเรียน บันทึกของครู
  • ตารางการสังเกตการณ์ วางแผนไว้ว่าจะสังเกตอะไรบ้าง พฤติกรรม สิ่งที่นักเรียนพูดขณะที่ทำงานเป็นกลุ่ม การอ่าน การแสดงละครฯ
  • การสังเกตการณ์โดยเพื่อนครู ให้เพื่อนครูสังเกตการณ์การสอนของท่าน
  • การบันทึกเสียง บันทึกเป็นวีดีโอ
  • สัมภาษณ์ผู้เรียน ผู้ปกครอง ครู ฝ่ายจัดการฯ
  • แบบสำรวจ
4.การสะท้อนความคิด

- วิเคราะห์ข้อมูลที่ท่านได้มา ปัญหาทั้งหลายได้ถูกแก้ไขหรือไม่? ถ้าไม่ ท่านคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าแก้ปัญหาได้ ปัญหาต่อไปที่ท่านคิดว่าจะแก้ไขคืออะไร?

ถ้าคุณยังไม่เคยทำ Action Research มาก่อน ให้เริ่มทำเล็กๆ ก่อน ไม่ต้องกลัวที่จะทำผิดพลาด เราเรียนรู้จากการทำผิดพลาดได้ และนี่คือการเรียนรู้แบบ Constructionism คือการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเป็น Facilitator ที่ดี ว่าควรทำอย่างไร?

แปลและเรียบเรียงโดย นลิน ตุติยาพึงประเสริฐ

Back


Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.