Table of Contents

6 ลักษณะของเมทาดาทาที่ดี

เมทาดาทา เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้าง ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงจรชีวิตของสารสนเทศ ตั้งแต่ การสร้างสารสนเทศ มีการระบุชื่อผู้แต่ง ผู้ร่วมงาน ในส่วนของการจัดการต้องมีเมทาดาทาเกี่ยวกับหัวเรื่อง ประวัติการพิมพ์ กลุ่มเป้าหมาย บทคัดย่อ และในส่วนของการเข้าถึงและการใช้สารสนเทศมีเมทาดาทาบ่งบอกสิทธิในการเข้าถึงสารสนเทศ สิทธิในการทำซ้ำ และการสงวนรักษา
การพิจารณาเค้าร่างเมทาดาทามาใช้ ควรคำนึงถึงหลักเกณฑ์ ต่อไปนี้

หลักเกณฑ์ข้อที่ 1:

เมทาดาทาที่ดีต้องมีความเหมาะสมกับทรัพยากรสารสนเทศ และผู้ใช้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
การเลือกเค้าร่างเมทาดาทาจะต้องสะท้อนถึงความเหมาะสมของทรัพยากรสารสนเทศ ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างเมทาดาทา ระดับของความชำนาญของผู้สร้างเมทาดาทา ความคาดหวังของผู้ใช้ รวมทั้งต้องคำนึงถึงระดับการลงรายการ และขอบเขตของการเข้าถึงทรัพยากร พิจารณาถึงเค้าร่างเมทาดาทาที่ใช้ในหน่วยงานที่มีความคล้ายคลึงกัน การใช้เค้าร่าง เมทาดาทาที่สามารถใช้งานได้หลากหลายระบบ
(Interoperability) ระหว่างทรัพยากรสารสนเทศ อื่น ๆ ได้ ตัวอย่างเค้าร่างเมทาดาทา

1. มาร์ก21 (MARC 21)

MARC หรือ MAchine – Readable Cataloging คือ รูปแบบการลงรายการบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศที่คอมพิวเตอร์สามารถอ่านได้ เป็นรูปแบบมาตรฐานสากลเพื่อการจัดเก็บ สื่อสาร แลกเปลี่ยน และถ่ายโอนข้อมูลรายการบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศและรายการที่เกี่ยวข้อง จัดทำขึ้นโดยหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress) เมื่อ ปี ค.ศ. 1966
โครงการมาร์กเป็นโครงการนำร่อง (MARC (MAchine – Readable Cataloging) Pilot Project) ที่ได้รับเงินสนับสนุนจาก Council on Library Resources มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า มาร์กวัน (MARC I) เพื่อบันทึกข้อมูลทางบรรณานุกรมในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ และ แจกจ่ายออกไปยังห้องสมุดสมาชิกจำนวน 16 แห่งทุกสัปดาห์ ในรูปแบบของเทปแม่เหล็ก เพื่อนำไปผลิตบัตรรายการ รายการหนังสือในรูปแบบเล่ม และรายการบรรณานุกรมเฉพาะสาขา ต่อมาในปี ค.ศ. 1967 จึงได้มีการนำรูปแบบมาร์กทู (MARC II) เข้ามาช่วยในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศในทุกรูปแบบ ระหว่างห้องสมุดที่มีการใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่างกัน
ในปี ค.ศ. 1971 โครงการมาร์กได้เริ่มต้นขยายไปสู่งานที่เขียนด้วยตัวอักษรโรมันและงานในรูปแบบอื่น ๆ ไม่เฉพาะหนังสือเท่านั้นโดยไม่จำกัดภาษา
ในทศวรรษ 1980 ยูเอสมาร์ก (USMARC) ซึ่งเป็นมาร์กเวอร์ชั่น American ได้แบ่งเป็นเวอร์ชั่น Canadian ซึ่งเรียกว่า CANMARC หลังจากมีการแก้ไขและปรับปรุงทั้ง 2 รูปแบบ คือ USMARC และ CANMARC แล้ว ในปี ค.ศ. 1997 ได้มีการรวม 2 รูปแบบเข้าด้วยกันอีกครั้งและแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ตรงตามความต้องการที่เฉพาะของผู้ใช้มากยิ่งขึ้น และเรียกรูปแบบนี้ว่า มาร์ก21 (MARC 21) ซึ่งสื่อถึงศตวรรษที่ 21 (the 21st century) รับผิดชอบโดย The Network Development and MARC Standards Office, Library of Congress ร่วมกับ The Standards and the Support Office, The Library and Archives Canada
การแก้ไขปรับปรุงมาสู่มาร์ก 21 คือ การปรับข้อกำหนดหน่วยข้อมูลย่อยในมาร์ก ให้ครอบคลุมการทำรายการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เหมาะกับการสื่อสารในระดับ นานาชาติมากยิ่งขึ้น และใช้งานร่วมกับหลักเกณฑ์การลงรายการแบบแองโกลอเมริกัน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขปรับปรุง (Anglo-American Cataloguing Rules 2nd ed, 1998 Revision-AACR 2)

ศูนย์บริการสารสนเทศหรือห้องสมุดอื่นๆ ทั่วโลกได้นำมาร์ก ไปดัดแปลงและประยุกต์ใช้ในการพัฒนาข่ายงานบรรณานุกรมเพื่อความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ เช่น
UKMARC (ประเทศอังกฤษ)
CANMARC (ประเทศแคนาดา)
AUSMARC (ประเทศออสเตรเลีย)
SINGMARC (ประเทศสิงคโปร์)
INDOMARC (ประเทศอินโดนีเซีย)
THAIMARC (ประเทศไทย)
CUMARC (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นต้น
มาร์กเป็นรูปแบบมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศ ว่าด้วยการมาตรฐานหรือไอเอสโอ (International Organization for Standardization-ISO) 2709 : 1996 สารสนเทศและเอกสารรูปแบบสำหรับการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ และมาตรฐานจากสถาบันแห่งชาติสหรัฐอเมริกาว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ แอนซิ (American National Standards Institute-ANSI) และองค์การมาตรฐานสารสนเทศแห่งชาติ (National Information Standards Organization-NISO) Z39.2:1994

วัตถุประสงค์ของการพัฒนามาร์ก 21

สารสนเทศถูกผลิตและเผยแพร่จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหลากหลาย รูปแบบ ประกอบกับผู้ใช้สารสนเทศมีความต้องการในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศเพิ่มขึ้น กว้างขวางขึ้น และในเวลาที่รวดเร็วขึ้น ทำให้เกิดความพยายามในการร่วมมือเพื่อควบคุมข้อมูลรายการบรรณานุกรม (Bibliographic Data) เพื่อ

  1. จัดระบบและจัดเรียงสารสนเทศตามมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ บรรยาย และบันทึกสารสนเทศให้เป็นแบบแผนเดียวกัน
  2. เพื่อประโยชน์ในการสืบค้น แลกเปลี่ยน และถ่ายโอนข้อมูลรายการบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้รูปแบบ/โครงสร้างเดียวกันได้ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ ระหว่างหน่วยงานที่ใช้มาตรฐานเดียวกันได้
  3. ลดการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน คือ สามารถใช้รายการทรัพยากร สารสนเทศชื่อเดียวกันร่วมกันได้ โดยลดความซ้ำซ้อนในการวิเคราะห์หมวดหมู่ทรัพยากร สารสนเทศรายการเดียวกันในห้องสมุดต่างๆ ลดภาระในการวิเคราะห์หมวดหมู่และจัดทำ รายการสารสนเทศเอง ทำรายการร่วมกัน และการใช้ฐานข้อมูลเพื่อการค้นคว้าร่วมกัน

ส่วนประกอบของมาร์ก 21

รายการมาร์กประกอบด้วย 3 ส่วน คือ โครงสร้างรายการ (Record structure) ชื่อเรียกเนื้อหา (Content designation) และ เนื้อหาของรายการ (Content of the record)

  1. โครงสร้างรายการ…(Record..structure)..ซึ่งเป็นแผนการ (Implementation) ของมาตรฐานในระดับชาติและนานาชาติ คือ มาตรฐานจากสถาบันแห่งชาติสหรัฐอเมริกาว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ แอนซิ (American National Standards Institute-ANSI) / องค์การมาตรฐานสารสนเทศแห่งชาติ (National Information Standards Organization-NISO) Z39.2:1994 และองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน หรือ ไอเอสโอ (International Organization for Standardization-ISO) 2709 : 1996 สารสนเทศและเอกสารรูปแบบสำหรับ การแลกเปลี่ยนสารสนเทศ
  2. ชื่อเรียกเนื้อหา (Content designation) เป็นหมายเลขเขตข้อมูล (Tag) รหัสและแบบแผนที่กำหนดขึ้นอย่างชัดเจนเพื่อบ่งชี้และแสดงลักษณะพิเศษของเขตข้อมูล ภายในรายการและเพื่อสนับสนุนการจัดการถ่ายโอนข้อมูล
  3. เนื้อหาของรายการ (Content of the record) ส่วนใหญ่ถูกนิยามโดยมาตรฐานนอกเหนือจากรูปแบบ เช่น มาตรฐานสากลในการลงบรรณานุกรมหรือไอเอสบีดี (International Standard Bibliographic Description-ISBD) หลักเกณฑ์การลงรายการแบบ แองโกล อเมริกัน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขปรับปรุง (Anglo-American Cataloguing Rules 2nd ed,1998 Revision-AACR 2 ) หัวเรื่องของหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress Subject Heading-LCSH) Holdings Statements Summary Level (ISO 10324) American National Standard for Serial Holdings Statements (ANSI/NISO Z39.44) การจัดหมวดหมู่ระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress Classification-LCC) หรือข้อตกลงอื่นๆ ที่ใช้โดยหน่วยงานที่สร้างรายการนั้นๆ

โครงสร้างรายการมาร์ก 21

โครงสร้างรายการมาร์กประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ ส่วนนำระเบียนหรือป้ายระเบียน (Leader หรือ Record label) ส่วนนามานุกรมระเบียนหรือตารางระบุตำแหน่งเขตข้อมูล (Record directory) ส่วนเขตข้อมูล (Variable field )

  1. ส่วนนำระเบียนหรือป้ายระเบียน (Leader หรือ Record label) เป็นเขตข้อมูลเริ่มแรกของระเบียน ทำหน้าที่แจ้งข้อมูลที่จำเป็นในการสื่อสารกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูลในส่วนนี้บันทึกอยู่ในรูปรหัส ตัวอย่างข้อมูล เช่น ข้อมูลระบุ ความยาวของระเบียน ข้อมูลระบุประเภท ระบุสถานะของระเบียน เป็นต้น มีความยาว 24 ตัวอักษร (ตำแหน่งที่ 00-23)
  2. ส่วนนามานุกรมระเบียนหรือตารางระบุตำแหน่งเขตข้อมูล (Record directory) เป็นเขตข้อมูลที่สองของระเบียน ทำหน้าที่แจ้งตำแหน่งที่อยู่ของแต่ละ เขตข้อมูลในระเบียน ข้อมูลที่แจ้งเป็นชุด มีความยาวชุดละ 12 ตัวอักษร แต่ละชุดประกอบด้วย ข้อมูล 3 ส่วน คือ
    1. ส่วนหมายเลขเขตข้อมูล หรือแท็ก (Tag) ใช้ความยาว 3 ตัวอักษรเช่น tag 050 เป็นต้น
    2. ส่วนแจ้งความยาวของแต่ละเขตข้อมูล (Length of field) ใช้ความยาว 4 ตัวอักษร แจ้งความยาวของข้อมูล เช่น tag 050 ซึ่งเป็นเขตข้อมูลเลขเรียกหนังสือในระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน มีความยาว 22 ตัวอักษร บันทึกเป็น 0022
    3. ส่วนตำแหน่งเริ่มต้นของตัวอักษรในเขตข้อมูลนั้นๆ (Starting character) ใช้ความยาว 5 อักษร เช่น tag 050 เริ่มบันทึกที่ตำแหน่ง 136 ของระเบียน บันทึกเป็น 00136
  3. ส่วนเขตข้อมูล (Variable field ) แบ่งเป็น 2 ส่วน
    1. ส่วนเขตข้อมูลควบคุม (Variable Control field ) ประกอบด้วย เขตข้อมูลที่กำหนดความยาวคงที่ ได้แก่ กลุ่มเขตข้อมูล 00X (001-009) ข้อมูลที่บันทึกเป็นรหัส ที่เป็นทั้งตัวเลข ตัวอักษร และสัญลักษณ์เว้นว่าง (Space) เช่น วันที่บันทึกข้อมูลลงในแฟ้มข้อมูล ปีที่พิมพ์ รหัสภาษา และรหัสแหล่งการทำรายการ บางครั้งอาจเรียกเขตข้อมูลส่วนนี้ว่า ส่วนเขตข้อมูลความยาวคงที่ (Fixed length field) เนื่องจากเป็นเขตข้อมูลที่กำหนดตำแหน่งและความยาวแน่นอนเปลี่ยนแปลงไม่ได้
    2. ส่วนเขตข้อมูลความยาวไม่คงที่ (Variable data field) ประกอบด้วยเขตข้อมูลที่ไม่กำหนดความยาว ได้แก่ กลุ่มเขตข้อมูล 01X-9XX ข้อมูลที่บันทึกเป็นทั้งตัวเลข ตัวอักษร เช่น เขตข้อมูลเลขเรียกหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สำนักพิมพ์ เป็นต้น แต่ละเขตข้อมูลประกอบด้วย
      1. หมายเลขเขตข้อมูล หรือ (Tag) จำนวน 3 ตำแหน่ง
      2. ตัวบ่งชี้ (Indicator) 2 ตัวแรกของเขตข้อมูลแต่ละเขต มีค่า 0-9 หรือเว้นว่าง (Blank) = b/ ตัวบ่งชี้ ใช้ระบุลักษณะของข้อมูล เพื่อการประมวลผล การสืบค้น และแสดงผล
      3. รหัสเขตข้อมูลย่อย (Subfield) เขตข้อมูลแต่ละเขตข้อมูลประกอบด้วยเขตข้อมูลย่อย และเขตข้อมูล รวมทั้งเครื่องหมายต่างๆ ความยาวของข้อมูลแต่ละเขตข้อมูล ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เลือกจากวัสดุสารสนเทศหรือเอกสาร ฉะนั้นเขตข้อมูลส่วนนี้จึงไม่มีการจำกัดความยาวของข้อมูล

ตัวอย่างการลงรายการด้วยมาร์ก 21

ตัวอย่างโครงสร้างของมาร์ก 21
1. ส่วนนำระเบียน 2. ส่วนนามานุกรมระเบียน 3. ส่วนข้อมูล

2. ดับลินคอร์เมทาดาทา

เมทาดาทาที่เป็นที่รู้จักกันดี ก็คือ ดับลินคอร์ การจัดทำดับลินคอร์เมทาดาทานั้น เกิดขึ้นเนื่องจากมีสารสนเทศจำนวนมหาศาลในเวิล์ดไวด์เว็บ ซึ่งเป็นเอกสารที่เจ้าของผลงานผลิตขึ้นเองโดยใช้เพียงภาษาเอชทีเอ็มแอล (HTML)ในการกำหนดรูปแบบการแสดงผลและเชื่อมโยง ข้อมูลเท่านั้น ไม่มีโครงสร้างมาตรฐานสำหรับสืบค้นที่ระบุเขตข้อมูล คณะทำงานดับลินคอร์ซึ่งประกอบด้วย บรรณารักษ์ นักเทคโนโลยีสารสนเทศและผู้ทำงานด้านสร้างข้อมูลในเว็บของ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และหลายประเทศในยุโรปต่างประสบปัญหาและ เห็นว่าการสร้างสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์จำเป็นต้องมีการกำหนดคำจำกัดความตามมาตรฐาน เพื่อช่วยให้สืบค้นสารสนเทศได้เนื้อหาตรงกับความต้องการได้ ในปี ค.ศ. 1995 คณะทำงาน ดับลินคอร์จึงได้ประชุมกันครั้งแรกที่เมืองดับลิน รัฐโอไฮโอ และกำหนดชุดหน่วยข้อมูลย่อย 15 หน่วย สำหรับใช้พรรณนาสารสนเทศดิจิทัลเพื่อให้เจ้าของผลงานจัดทำเมทาดาทาด้วยตนเอง และสามารถสืบค้นร่วมกันกับฐานข้อมูลต่างระบบ ปัจจุบันดับลินคอร์ได้รับการประกาศ เป็นมาตรฐานสากล ISO15836 -2003, February 2003 (http://www.niso.org/international/ SC4/n515.pdf) และมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา Z39.85-2001,September 2001 (http://www.niso.org/standards/resources/Z39-85.pdf) ผลงานนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างคณะทำงานดับลินคอร์ ภาคีเวิลด์ไวด์เว็บ และหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน โดย การประสานงานกับหน่วยงานสารสนเทศระดับชาติจากหลายประเทศ เพื่อให้มาตรฐานดับลินคอร์ใช้งานได้ดีในการจัดสร้างสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์บนพื้นฐานข้อมูลต่างระบบและต่างภาษา เพื่อให้การเข้าถึง สืบค้นและแลกเปลี่ยน ตลอดจนสามารถใช้สารสนเทศร่วมกันอย่างกว้างขวาง

จุดประสงค์ของการใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา

คือ การสร้างเกณฑ์ให้เจ้าของ ผลงานจัดการเนื้อหาสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง ทำนองเดียวกับการสร้างแนวมาตรฐานเพื่อการเขียนรายงานวิชาการที่ประกอบด้วยหัวข้อ การกำหนดบท ลำดับเนื้อหา แบบแผนการ อ้างอิงเชิงอรรถและบรรณานุกรม การกำหนดคำสำคัญและการเรียบเรียงบทคัดย่อ ฯลฯ สำหรับการสร้างผลงานเพื่อเผยแพร่ในเวิล์ดไวด์เว็บมีการใช้มาตรฐานสำหรับการจัดการข้อมูล ได้แก่ เอชทีเอ็มแอล (HTML) เอ็กซ์เอ็มแอล (XML) และอาร์ดีเอฟ (RDF) ส่วนใหญ่ผู้จัดทำข้อมูลใช้ เอชทีเอ็มแอล เพื่อผลิตข้อมูลให้แสดงผลพร้อมเชื่อมโยงระหว่างหน้าเว็บต่าง ๆ ต่อมามีการเขียนเว็บโดยใช้ภาษากำกับเพิ่ม (Semantic web) ในข้อมูลต้นฉบับที่เครื่องบันทึก สังเกตจาก เครื่องหมายวงเล็บ < > ที่ใช้เปิดและปิดข้อความ และระบุว่าผลงานตามชื่อเรื่องที่ปรากฏเป็น ผลงานของผู้ใด รวมทั้งการขยายความด้วยการเขียนโปรแกรมระบุให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลแต่ละหน่วย และดำเนินการให้เชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นอักขระ รูปภาพ และมัลติมีเดีย ที่บันทึกในแฟ้มข้อมูลหลากหลาย การใช้ภาษากำกับเพิ่มเอ็กซ์เอ็มแอล ทำให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของข้อมูลแต่ละหน่วย มาตรฐานดับลินคอร์เมทาดาทา คือ มาตรฐานที่กำหนด คำอธิบายเพื่อให้การใช้ภาษากำกับเพิ่มเป็นระบบเดียวกัน โดยเจ้าของผลงานสามารถใช้ โครงสร้างดับลินคอร์ในการสร้างต้นฉบับอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจเขียนโปรแกรมจับคู่ภาษากำกับเพิ่มหน่วยข้อมูลย่อยให้เป็นดับลินคอร์ภายหลัง

การใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาได้รับความนิยม เพราะมีจุดเด่นที่โครงสร้าง 15 หน่วยย่อย ไม่บังคับว่าต้องใช้กฎเกณฑ์และรายละเอียดที่เจ้าของงานเห็นว่าไม่จำเป็น ใช้งานได้ หลากหลายระบบ (Interoperability) และไม่จำกัดว่าจะใช้อุปกรณ์และโปรแกรมเฉพาะ ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าใจเนื้อหาง่ายและไม่ต้องใช้เวลาศึกษานาน นอกจากนี้ การใช้ดับลินคอร์เริ่มจาก การทดลองใช้ภายในกลุ่มทำงานและผู้สนใจ มีการประชุมเพื่อปรับปรุงแก้ไขตลอดเวลา และมี จุดยืนที่การใช้หน่วยข้อมูลย่อยพื้นฐาน 15 หน่วย ดังนั้น แม้ว่าผู้ใช้งานจะประยุกต์รายละเอียด เพิ่มเติมหรือลดจำนวนหน่วยข้อมูลย่อย ย่อมไม่มีผลต่อการพรรณนาลักษณะของสารสนเทศ ต่อมามีการประยุกต์สำหรับการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต และในการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องรวมแฟ้มข้อมูลและ แลกเปลี่ยนแฟ้มข้อมูลจำนวนมาก หน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนของหลายประเทศ ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศเริ่มใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาสำหรับจัดโครงสร้างฐานข้อมูลโดยการรวมหลายฐานข้อมูลให้เสมือนเป็นฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เป็นช่องทางสู่การเข้าถึงสารสนเทศง่าย เร็ว และสืบค้นครั้งเดียว ได้สารสนเทศทั้งหมดจากแหล่ง

ชุดหน่วยข้อมูลย่อยดับลินคอร์

แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

  1. หน่วยข้อมูลย่อยที่เกี่ยวกับเนื้อหาของทรัพยากรสารสนเทศ
  2. หน่วยข้อมูลย่อยที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา
  3. หน่วยข้อมูลย่อยที่เกี่ยวรูปแบบที่ปรากฏให้ใช้งาน

ชุดหน่วยข้อมูลย่อยดับลินคอร์

เนื้อหาของทรัพยากรสารสนเทศรูปแบบที่ปรากฏให้ใช้งานทรัพย์สินทางปัญญา
ชื่อเรื่อง (Title)รูปแบบ (Format)เจ้าของผลงาน (Creator)
หัวเรื่อง (Subject)ภาษา (Language)ผู้ร่วมงาน (Contributor)
ต้นฉบับ (Source)รหัส/ตัวบ่งชี้ทรัพยากรสารสนเทศ (Identifier)สำนักพิมพ์ (Publisher)
ลักษณะ (Description)ปี (Date)สิทธิ (Right)
เรื่องที่เกี่ยวข้อง (Relation)
ขอบเขต (Coverage)
ประเภท (Type)

โดยในแต่ละหน่วยข้อมูลย่อยสามารถอธิบายได้ ดังนี้

รายละเอียดชุดหน่วยข้อมูลย่อยดับลินคอร์

1. Element Name:Title
ชื่อหน่วยข้อมูล:ชื่อเรื่อง
คำจำกัดความ:ชื่อของทรัพยากรสารสนเทศ
โดยทั่วไปใช้ชื่อที่รู้จักแพร่หลายอย่างเป็นทางการ
ตัวอย่าง: - นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
- สหรัฐอเมริกากับการเปลี่ยนแปลงแนวนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
: ศึกษาผลกระทบที่มีต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุนเอกชนในประเทศและทุนเอกชนต่างประเทศ
- Handbook for AACR2
- DC Metadata User Guidelines
- การกำหนดรูปแบบบรรณานุกรมและการวางแนวทางการจัดเก็บแบบถาวร สำหรับข้อมูลต่อเนื่องที่ตัดมาเป็นกลุ่มให้
สืบค้นผ่านห้องสมุดอัตโนมัติ : กรณีศึกษาข้อมูลสถิติการใช้งานอินเตอร์เน็ตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- Cataloging the Web : metadata, AACR, and MARC 21
- Metadata fundamentals for the librarians
- The organization of information
2. Element Name:Creator
ชื่อหน่วยข้อมูล:เจ้าของผลงาน
คำจำกัดความ:ชื่อบุคคล หน่วยงานหรือหน่วยบริการที่รับผิดชอบเนื้อหาทรัพยากร
ตัวอย่าง:- นินนาท สินไชย
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ยรรยง เต็งอำนวย
- สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์
- นิทัศน์ สุทวีปราโมชานนท์
- Ide, Nacny
- Veronis, Jean
- Caplan, Priscilla
- Taylor, Arlene G.
3. Element Name:Subject
ชื่อหน่วยข้อมูล:หัวเรื่องและคำสำคัญ
คำจำกัดความ:คำสำคัญหรือวลีสำคัญ หรือรหัสหมวดวิชาที่บ่งบอกถึงเนื้อหา ควรใช้คำจากศัพท์ควบคุมหรือหัวเรื่องที่เป็นมาตรฐาน
ตัวอย่าง: - เมทาดาทา
- Metadata
- การพัฒนาเศรษฐกิจ
- การลงทุนและการส่งเสริมการลงทุน
- อินเตอร์เน็ต – สถิติ
- เว็บแคช
- Cataloging of computer network information
- Digital libraries
- ห้องสมุดกับคนพิการ
- การพัฒนาเว็บไซต์
4. Element Name:Description
ชื่อหน่วยข้อมูล: ลักษณะ
คำจำกัดความ:ข้อความที่ให้รายละเอียดของเนื้อหา รวมทั้งบทคัดย่อ สารบัญ ตลอดจนยูอาร์แอล
(URL = Uniform Resources Location) ที่เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ที่ระบุเนื้อหาของทรัพยากร
ตัวอย่าง:- This article describes the work of the IFB Chaos Committee,
including a summary of its major findings
- วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยใน
สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมุ่งเน้นไหที่ประเด็นในผลกระทบจากอิทธิพลการเข้ามาเกี่ยวข้องของประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งผลกระทบต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ทุนเอกชนในและนอกประเทศ งานศึกษานี้จะแสดงถึงบทบาทของรัฐบาลไทย
ในการทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุน บทบาทของเอกชนทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและโครงสร้างทางการเมืองในสมัยช่วงส่งเสริมการลงทุน อิทธิพลของระบบการเมืองที่ผู้กุมอำนาจในระบบ
ราชการเป็นใหญ่ (bureaucratic policy)อิทธิพลของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแลธนาคารโลกที่มีผลผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของไทย
- http://www.dublincore.org/
- Cataloging the Web: AACR and MARC 21
– Cataloging the Web: Other approaches, other standard – Tools for cataloging the Web
5. Element Name:Publisher
ชื่อหน่วยข้อมูล:สำนักพิมพ์
คำจำกัดความ:บุคคล หน่วยงาน หรือหน่วยบริการ ที่รับผิดชอบให้มีการสร้างหรือผลิตทรัพยากรขึ้น
ตัวอย่าง:- Chulalongkorn University
- Nordic Metadata Project
- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สถาบันวิทยบริการ
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี
- The Scarecrow Press
- Libraries Unlimited
- American Library Association
6. Element Name:Contributor
ชื่อหน่วยข้อมูล:ผู้ร่วมงาน
คำจำกัดความ:บุคคล หน่วยงาน หรือหน่วยบริการ ที่มีส่วนรับผิดชอบให้มีการสร้างหรือผลิตทรัพยกร
ที่นอกเหนือจากที่ระบุใน Creator เช่นบรรณาธิการ ผู้แปล ผู้วาดภาพประกอบ รวมทั้งผู้ให้ทุนวิจัย
ตัวอย่าง:- ยรรยง เต็งอำนวย (ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา)
- โสภาค สุวรรณ(ในฐานะผู้แปล)
- Smith, James, editor(ในฐานะบรรณาธิการ)
- สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (ในฐานะผู้ให้ทุนวิจัย)
7. Element Name:Date
ชื่อหน่วยข้อมูล:ปีที่ผลิตทรัพยากร
คำจำกัดความ:ปีที่ผลิตและเผยแพร่ทรัพยากร ให้ใช้ตามมาตรฐาน ISO 8601ในรูปแบบ ปี-เดือน-วัน หรือ YYYY-MM-DD
ตัวอย่าง: - 2548-09-14
- 2005-09-14
- 2545
8. Element Name:Type
ชื่อหน่วยข้อมูล:ประเภท
คำจำกัดความ:ประเภทของเนื้อหาของทรัพยากร เช่น homepage, novel,Technical paper, text เป็นต้น
ให้ใช้ศัพท์ควบคุมประเภททรัพยากร ตามที่ระบุใน DCMI Type Vocabulary
(http://dublincore.org/documents/dcmi-terms)หรือ
(http://dublincore.org/documents/dcmi-type-vocabulary/)
หรือที่ระบุใน IMT (Internet Media Type)
ตัวอย่าง:- text
- sound
- interactive resource
- images
9. Element Name:Format
ชื่อหน่วยข้อมูล:รูปแบบ
คำจำกัดความ:รูปแบบของการนำเสนอข้อมูล เช่น text/html, ASCII, postscript file, PowerPoint,
JPEG, gif เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่าต้องใช้เครื่องมือหรือโปรแกรมใดในการแสดงผล ให้ใช้ศัพท์ควบคุม
จากรายการของประเภทสื่ออินเตอร์เน็ต (MIME type) นอกจากนี้ รูปแบบยังหมายถึง
ลักษณะทางกายภาพของทรัพยากรที่ไม่ใช่สื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย เช่น หนังสือ วารสาร
ตัวอย่าง:- application/pdf
- Text/html
10. Element Name:Identifier
ชื่อหน่วยข้อมูล:รหัส หรือตัวบ่งชี้ทรัพยากรสารสนเทศ
คำจำกัดความ:อักขระหรือตัวเลขที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงทรัพยากรสารสนเทศ ซึ่งอาจรวมถึงตัวบ่งชี้เฉพาะของทรัพยากรในเครือข่าย
เช่น ยูอาร์แอล, ยูอาร์เอ็น (Uniform Resource Name) ที่ผู้ใช้สามารถเรียกดูหรือดาวน์โหลดข้อมูลได้
ตัวอย่าง:- 9741318758
- http://www.car.chula.ac.th
11. Element Name:Source
ชื่อหน่วยข้อมูล:ต้นฉบับหรือแหล่งที่มาของทรัพยากรสารสนเทศ
คำจำกัดความ:ต้นฉบับ หรือแหล่งที่มา หรือต้นแหล่งของทรัพยากรสารสนเทศ เนื่องจากที่การดัดแปลงมาจากต้นฉบับบางส่วนหรือทั้งเรื่อง
ตัวอย่าง:- Digitized from original 16mm film of opening of Parliament House
- Image from page 54 of the 1992 edition of Romeo and Juliet
12. Element Name:Language
ชื่อหน่วยข้อมูล:ภาษา
คำจำกัดความ:ภาษาของเนื้อหาของทรัพยากรสารสนเทศให้ใช้ตาม RFC 3066 ร่วมกับ ISO639
ในรูปพยัญชนะ 2-3 ตัว สำหรับแสดงเพื่อระบุภาษาแรก และอาจมีส่วนย่อยได้อีกด้วย เช่น en หรือ
eng หมายถึง ภาษาอังกฤษ en-GB หมายถึง ภาษาอังกฤษที่ใช้ในประเทศสหราชอาณาจักร
ตัวอย่าง:- en หรือ eng
- th หรือ tha
13. Element Name:Relation
ชื่อหน่วยข้อมูล:เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คำจำกัดความ:การอ้างอิงถึงทรัพยากรสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกัน ใช้ในการแสดงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างทรัพยากร
ตัวอย่าง:- การศึกษาการบำบัดน้ำเสียในชุมชนบางกอกน้อยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย การบำบัดน้ำเสียในกรุงเทพมหานคร
14. Element Name:Coverage
ชื่อหน่วยข้อมูล:ขอบเขต
คำจำกัดความ:ขอบเขต หมายรวมถึง สถานที่ตั้ง ชื่อสถานที่ หรือชื่อทางภูมิศาสตร์ ช่วงเวลา
ระยะเวลาที่ครอบคลุม หรือขอบเขตอำนาจการบริหารการปกครอง ให้ใช้ศัพท์ควบคุมที่แนะนำหรือมาตรฐาน เช่น
DCMI Box Encoding Scheme, DCMI Point Encoding Scheme หรือ Thesaurus of Geographic Names(TGN)
ตัวอย่าง:- Bangkok
- 1950-4960
15. Element Name:Rights
ชื่อหน่วยข้อมูล:สิทธิ
คำจำกัดความ:ข้อมูลเกี่ยวลิขสิทธิ์ของทรัพยากร ประกอบด้วยข้อความว่าด้วยการจัดการสิทธิของทรัพยากร หรือการอ้างถึงบริการที่ให้ข้อมูลนั้น
ตัวอย่าง:- Restricted online access through appointment and with password
- ลิขสิทธิ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น
- ใช้ได้เฉพาะสมาชิกในเครือข่าย ThaiLIS เท่านั้น

ตัวขยาย (Qualifiers)

การใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาเพื่อจัดสารสนเทศในอินเทอร์เน็ต เริ่มจากการใช้หน่วยข้อมูลย่อยพื้นฐาน 15 หน่วย นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำคำอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เจ้าของ ผลงานหรือผู้ปฏิบัติงานเข้าใจและใช้งานได้สะดวก เรียกว่า ตัวขยาย (Qaulifiers) แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. Element Refinement รายละเอียดของหน่วยข้อมูลย่อย ทำให้ขอบเขตแคบลงหรือเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
  2. Encoding Schemes แบบแผนการเข้ารหัส เป็นแบบแผนที่ช่วยใน การตีความของค่าของหน่วยข้อมูล ช่วยให้เข้าใจวิธีการจัดเก็บข้อมูลในหน่วยข้อมูลย่อย เช่น

ในการบันทึกข้อมูลเจ้าของผลงาน/งาน (Author or Creator) หรือผู้บันทึกข้อมูลจำเป็น ต้องทราบว่า สามารถใช้เกณฑ์มาตรฐานเพื่อให้ควบคุมการลงรายการให้เป็นระบบแบบแผน เช่น AACR 2 สำหรับบรรณารักษ์ หรือ แบบ ISO สำหรับงานประเภทอื่นที่มิได้ใช้ระบบเดียวกันกับ ห้องสมุด หรือรายการ หัวเรื่อง หรือ คำสำคัญ (Subject or Keywords) สามารถใช้ตัวขยาย เพิ่มเติมว่า ต้อง/ควรใช้หัวเรื่องระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน หรือ หัวเรื่องของห้องสมุดแพทย์ หรืออรรถาภิธานศัพท์สำหรับสารสนเทศเกษตร (Agrovoc) เป็นต้น
ตัวขยายมีข้อดี คือ ช่วยให้ผู้บันทึกข้อมูลเข้าใจรายละเอียดมากขึ้นว่า ควรจะ บันทึกข้อมูลอะไร อย่างไร และควรใช้เกณฑ์หรือมาตรฐานใด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บันทึกข้อมูลที่ทำงานร่วมกันสามารถผลิตรายการข้อมูลที่มีคุณภาพมาตรฐานและเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบค้น

- ตัวอย่าง -

     DC.Creator.Address=”Supapornc@nstda.or.th” 
     เป็นการขยายข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบ สามารถเพิ่มตัวขยายข้อมูลเกี่ยวกับบทบาท 
     DC.Subject.LCSH=”Superconductivity” 
     เป็นการแบบแผนการเข้ารหัสที่บอกถึงประเภทของหัวเรื่องที่ใช้ 

วากยสัมพันธ์ (Syntax)
ดับลินคอร์เมทาดาทาใช้วากยสัมพันธ์เอ็กซ์เอ็มแอล (XML – Extensible Markup Language) ที่ใช้ร่วมกับ RDF (Resource Description Framework) จากที่ใช้กับเอชทีเอ็มแอล (HTML-Hypertext Markup Language) ซึ่งเป็นวากยสัมพันธ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นวากยสัมพันธ์ที่ง่าย และสามารถเปลี่ยนให้เป็น RDF ได้ในภายหลัง ในที่นี้จึงขอนำเสนอ ตัวอย่างการเข้ารหัสในแต่ละส่วนประกอบของดับลินคอร์เมทาดาทากับเอชทีเอ็มแอล ดังนี้
เนื่องจากการเข้ารหัสด้วยเอชทีเอ็มแอลด้วยดับลินคอร์เมทาดาทาจะต้องใช้ เขตข้อมูลเหล่านี้ คือ

  • Meta ในการสร้างเมทาดาทาเพื่อลงรายการทรัพยากรสารสนเทศ ใน เอชทีเอ็มแอลจะใช้คำว่า Meta
  • Name หมายถึงชื่อเขตข้อมูลที่ลงรายการ ซึ่งจะเป็นตามชื่อของหน่วยข้อมูล ดับลินคอร์ที่ลงรายการ เช่น “DC.[element]”
  • Content หมายถึง เนื้อหาของเขตข้อมูลที่ลงรายการ ซึ่งเป็นข้อมูลจริงตาม หน่วยข้อมูลดับลินคอร์ที่ลงรายการ

- ตัวอย่าง -

Title:

<META NAME="DC.Title" CONTENT="Food and Agriculture  
Organization of the United Nations"> 
<META NAME=”DC.Title” CONTENT=”การพัฒนาเทคโนโลยี 
	การหมักและรูปแบบของเชื้อรา Hirstuella thompsonii var.  
	synnmatosa เพื่อใช้ควบคุมไรศัตรูพืชในประเทศไทย”> 
<MATA NAME=”DC.Title” CONTENT=”การกำหนดรูปแบบ 
	บรรณานุกรมและการวางแนวทางการจัดเก็บแบบถาวร สำหรับ 
	ข้อมูลต่อเนื่องที่ตัดมาเป็นกลุ่ม ให้สืบค้นผ่านห้องสมุดอัตโนมัติ  
	: กรณีศึกษาข้อมูลสถิติการใช้งาน	อินเตอร์เน็ตของจุฬาลงกรณ์ 
	มหาวิทยาลัย”> 
<META NAME=”DC.Title.Alternative” CONTENT=”Design and  
	specification of bibliographical record format and storage  
	procedure for preservation of chunked continuous data  
	stream for retrieval through library automation : a case  
	study on Internet traffic statistics of Chulalongkorn University 
<META NAME=”DC.Title” CONTENT=”Adelaide Nellson”> 
<META NAME=”DC.Title” CONTECT=”Sunthon Phu ru  
cha pen…phong phram ramrat chuachat chao  
Petchaburi yang ni lai”> 
 

Creator:

<META NAME=”DC.Creatpr” CONTENT=”Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 
		<META NAME=”DC.Creator” CONTENT=”อังศุมาลย์ จันทราปัตย์”> 
		<META NAME=”DC.Creator.photographer” CONTENT=”Saront,  
                      Napolean”> 
		<META NAME=”DC.Creator” CONETNT=”O-khwan”> 
		<META NAME=”DC.Creator.advisor”  CONTENT=”ยรรยง  
                      เต็งอำนวย”> 
<META NAME=”DC.Creator.Orgname” CONTENT=”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์”> 
<META NAME=”DC.Creator.Email”  
	CONTENT=yunyong.t@chula.ac.th> 

Subject:

<META NAME="DC.Subject" CONTENT="Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 
<META NAME="DC.Subject" CONTENT="Agriculture"> 
<META NAME="DC.Subject" CONTENT="Agriculture-Economic  
      aspects"> 
<META NAME="DC.Subject" CONTENT="Sustainable  
development"> 
<META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONTENT=”การหมัก”> 
<META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONTENT=”เชื้อรา”> 
<META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONTENT=”ศัตรูพืช”> 
<META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONETNT=”เว็บแคช”> 
<META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONTENT=”อินเทอร์เน็ต –  
สถิติ”> 
		<META NAME=”DC.Subject.Classification.DDC.”  
                      CONTENT=025.344 ย143ก”> 
		<META NAME=”DC.Subject” CONTENT=”Neison, Adlaide, 1848- 
                      1880”> 
		<META NAME=”DC.Subject” CONTENT=”Actors – United  
                      States”> 
		<META NAME=”DC.Subject” CONTENT=”Women in the theater –  
                      United States”> 
		<META NAME=”DC.Subject” CONTENT=”Theater – United  
                      States – History – 19th century”> 
		<META NAME=”DC.Subject” CONTENT=”Authors – Biography”> 
		<META NAME=”DC.Subject” CONTENT=”Thai literature”> 
		 

Description:

		<META NAME="DC.Description" CONTENT="This is the home  
                      page for the Food and Agriculture Organization of the  
                      United Nations."> 
		<META NAME=”DC.Descripttion.Abstract” CONTENT=”Hirstuella thompsonii  var.  
                      synnmatosa เป็นศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของ 
                      ไรศัตรูพืชหลายชนิด โดยเฉพาะไรในวงศ์ Eriophyidae เชื้อรา 
                      ชนิดนี้สามารถนำมาขยายพันธุ์ให้มีปริมาณในห้องปฏิบัติการ  
                      โดยเจริญได้ดีบนวุ้นอาหารเมล็ดธัญพืช และอาหารเหลวได้ดี  
                      และสามารถชักนำให้ไรสี่ขาหลายชนิดเป็นโรคได้ ...”> 
 

Publisher:

<META NAME=”DC.Publisher” CONETNT=” Food and  
Agriculture Organization of the United Nations"> 
		<META NAME=”DC.Publisher” CONTENT=”สำนักงานพัฒนา 
                      วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ”> 
		<META NAME=”DC.Publisher” CONTENT=”จุฬาลงกรณ์ 
                      มหาวิทยาลัย”> 
		<META NAME=”DC.Publisher” CONTENT=”Matichon”> 
		<META NAME=”DC.Publisher” CONTENT=”University of  
                      Washington Libraries. Special Collection Division”> 
 

Contributor:

		<META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=”สุภาพร  
                      ชัยธัมมะปกรณ์”> 
		<META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=”นิทัศน์  
                      สุทวีปราโมชานนท์”> 
		<META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=” ศูนย์พันธุวิศวกรรม 
                      และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ”> 

Date:

      <META NAME="DC.Date" CONTENT="2002-09-23"> 
      <META NAME="DC.Date" CONTENT="2541-11-04"> 
      <META NAME="DC.Date.Create" CONTENT="2003-07-18"> 
      <META NAME="DC.Date.Modified" CONTENT="2003-07-23"> 
      <META NAME=”DC.Date.Issue” CONTENT=”1994-08”> 
      <META NAME="DC.Date" CONTENT="1874"> 

Type:

      <META NAME="DC.Type" CONTENT="Service"> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="Interactive Resource"> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="โครงการที่ทำสำเร็จแล้ว”> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="วิจัย/Research report"> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="วิทยานิพนธ์/Thesis"> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="Poem"> 
<META NAME="DC.Type" CONTENT="web home page"> 
 

Format:

      <META NAME="DC.Format" CONTENT="text:html"> 
      <META NAME="DC.Format" CONTENT="image:gif"> 
      <META NAME="DC.Format" CONTENT="video:quicktime"> 
      <META NAME="DC.Format.IMT" CONTENT="application.pdf"> 
      <META NAME="DC.Format.IMT" CONTENT="image/jpeg"> 
      <META NAME="DC.Format.Extent" CONTENT="1.5 Mb"> 
      <META NAME="DC.Format" CONTENT="watercolor; 23 cm. x 31  
      cm."> 
 

Identifier:

      <META NAME="DC.Identifier" CONTENT="http://www.fao.org"> 
      <META NAME="DC.Identifier.ISBN" CONTENT="9741318758”> 
		 

Source:

      <META NAME="DC.Source" CONTENT="http://www.fao.org"> 
      <META NAME="DC.Source" CONTENT="Image from page 54 of  
      the 1992 edition of Romeo and Juliet"> 
      <META NAME="DC.Source" CONTENT="Digitized from original  
      film of opening of Parliament House"> 
      <META NAME="DC.Source.Callnumber" CONTENT="สแกนจากตัว 
      เล่ม เลขหมู่ 025.344 ย143ก”> 
      <META NAME="DC.Source" CONTENT="Scan from a  
      photographic print”> 
		 

Language:

      <META NAME="DC.Language" CONTENT="en"> 
      <META NAME="DC.Language" CONTENT="fr"> 
      <META NAME="DC.Language" CONTENT="sp"> 
      <META NAME="DC.Language" CONTENT="tha"> 
 

Relation:

      <META NAME="DC.Relation"  
      CONTENT="http://www.fao.org/ag"> 
<META NAME="DC.Relation.IsPartOf"  
      CONTENT="http://foo.bar.org/abc/proceedings/1998/"> 
<META NAME="DC.Relation.IsVersionOf" 	 
      CONTENT="Elton John’s 1976 song Candle in the wind"> 
<META NAME="DC.Relation.IsPartOf"  					 
      CONTENT="Digital collection: The McCrorey Gallery"> 
	 

Coverage:

		<META NAME="DC.Coverage" CONTENT="Africa"> 
		<META NAME="DC.Coverage" CONTENT="Asia"> 
		<META NAME="DC.Coverage" CONTENT="Australia"> 
		<META NAME="DC.Coverage" CONTENT="Europe"> 
		<META NAME="DC.Coverage" CONTENT="North America"> 
		<META NAME="DC.Coverage" CONTENT="South America">  
                      <META NAME="DC.Coverage" CONTENT="2537-05-16 ถึง 2541-11-04 "> 

Rights:

                      <MEAT NAME=”DC.Rights” CONTENT=”Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 
                      <META NAME=”DC.Rights” CONTENT=”Copyright is retained by  
                      the original copyright holder”> 
                      <META NAME=”DC.Rights” CONTENT=”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”> 
                      <META NAME=”DC.Rights.Access” CONTENT=”สามารถเข้าใช้ได้เฉพาะสมาชิกในกลุ่ม ThaiLIS”> 

- ตัวอย่างการลงเมทาดาทาเว็บไซต์ของ FAO (http://www.fao.org/)-

      <META NAME="DC.Title" CONTENT="Food and Agriculture  
            Organization of the United Nations"> 
      <META NAME=”DC.Creator” CONTENT=”Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 
      <META NAME="DC.Subject" CONTENT="Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 
      <META NAME="DC.Subject" CONTENT="Agriculture"> 
      <META NAME="DC.Subject" CONTENT="Agriculture-Economic aspects"> 
      <META NAME="DC.Subject" CONTENT="Sustainable development"> 
      <META NAME="DC.Description" CONTENT="This is the home page for the Food and Agriculture  
            Organization of the United Nations."> 
      <META NAME=”DC.Publisher” CONETNT=” Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 
      <META NAME="DC.Date" CONTENT="2002-09-23"> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="Service"> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="Interactive Resource"> 
      <META NAME="DC.Format" CONTENT="text:html"> 
      <META NAME="DC.Format" CONTENT="image:gif"> 
      <META NAME="DC.Format" CONTENT="video:quicktime"> 
      <META NAME="DC.Identifier" CONTENT="http://www.fao.org"> 
      <META NAME="DC.Source" CONTENT="http://www.fao.org"> 
      <META NAME="DC.Language" CONTENT="en"> 
      <MEAT NAME=”DC.Rights” CONTENT=”Food and Agriculture Organization of the United Nations"> 

- ตัวอย่างการลงเมทาดาทาของงานวิจัย -

      <MATA NAME=”DC.Title” CONTENT=”การกำหนดรูปแบบบรรณานุกรมและการวางแนวทางการจัดเก็บแบบถาวร สำหรับข้อมูลต่อเนื่องที่ตัดมาเป็นกลุ่ม  
            ให้สืบค้นผ่านห้องสมุดอัตโนมัติ : กรณีศึกษาข้อมูลสถิติการใช้งานอินเตอร์เน็ตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”> 
      <META NAME=”DC.Title.Alternative” CONTENT=”Design and specification of bibliographical record format 
            and storage procedure for preservation of chunked continuous data stream for retrieval through  
            library automation : a case study on Internet traffic statistics of Chulalongkorn University 
      <META  NAME=”DC.Creator” CONTENT=ยรรง เต็งอำนวย”> 
      <META NAME=”DC.Creator.Email” CONTENT=yunyong.t@chula.ac.th> 
      <META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONETNT=”เว็บแคช”> 
      <META NAME=”DC.Subject.ThaSH” CONTENT=”อินเทอร์เน็ต – สถิติ”> 
      <META NAME=”DC.Subject.Classification” CONTENT=”025.344 ย146ก”> 
      <META NAME=”DC.Description.Abstract” CONTENT=”ข้อมูลสถิติการใช้งานอินเตอร์เน็ตและเว็บแคชในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระหว่างเครือข่าย 
      จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับยูนิเน็ต ถือว่าเป็นสาระพื้นถิ่นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนการขยายความต้องการการวางแผน  
            และการวิจัยด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ต แต่เนื่องจากมิได้มีการจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ทำให้กระจัดกระจายและสูญหายในที่สุด การศึกษาวิจัยนี้  
            จึงทำการวิเคราะห์และกำหนดรูปแบบบรรณานุกรมและแนวทางการจัดเก็บ เพื่อให้เป็นบันทึกถาวรสามารถสืบค้นผ่านระบบห้องสมุดอัตโนมัติ  
            ในการวิจัยนี้ได้วิเคราะห์และคัดเลือกซีดี-อาร์ เป็นสื่อพื้นฐานสำหรับการเก็บข้อมูล ข้อมูลสถิติต่อเนื่องจากเราเตอร์เว็บ		 
            เซิร์ฟเวอร์ถูกตัดเป็นส่วนที่มีขนาดสะดวกต่อการปฏิบัติงานแล้วผ่านการบีบอัดข้อมูลก่อนการบันทึก ได้ผลเป็นคอลเลกชันของซีดี-อาร์จำนวน  
            265 แผ่น และเขตข้อมูลบรรณานุกรมจำนวน 25 เขตข้อมูลหลักตามระบบมาร์ก เมตาดาตาของข้อมูลถูกบันทึกเป็นแฟ้มร่วมไปกับข้อมูลเพื่อ	 
            เอื้อต่อการกำหนดระเบียนบรรณานุกรม การวิจัยอาศัยฝากคอลเลกชันในฐานข้อมูลของระบบโปรแกรมอินโนแพคที่ใช้เป็นระบบห้องสมุดอัตโนมัติ  
            และได้สร้างโปรแกรมเชื่อมต่อผ่านเว็บ เพื่อให้สามารถสืบค้นใช้งานสถิติได้ทั้งผ่านระบบอักขระและระบบเว็บ 
      <META NAME=”DC.Publisher” CONTENT=”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”> 
      <META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=”สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์”> 
      <META NAME=”DC.Contributor.Email” CONTENT=supaporn.c@car.chula.ac.th> 
      <META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=”นิทัศน์ สุทวีปราโมชานนท์”> 
      <META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=Nitass@hotmail.com> 
      <META NAME=”DC.Contributor” CONTENT=”กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช”> 
      <META NAME="DC.Date" CONTENT="2002"> 
      <META NAME=”DC.Date.Issued” CONTENT=”2003-02-25”> 
      <META NAME="DC.Type" CONTENT="วิจัย/Research report"> 
      <META NAME="DC.Format.IMT" CONTENT="application.pdf"> 
      <META NAME="DC.Identifier.ISBN" CONTENT="9741318758”> 
      <META NAME="DC.Language" CONTENT="tha"> 
      <META NAME=”DC.Rights” CONTENT=”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย”> 
      <META NAME=”DC.Rights.Access” CONTENT=”สามารถเข้าใช้ได้เฉพาะสมาชิกในกลุ่ม ThaiLIS”> 

- ตัวอย่างการลงเมทาดาทาวิทยานิพนธ์ -

      <MATA NAME=”DC.Title” CONTENT=”Path integral derivation of magnus force in superconductivity”> 
      <META NAME=”DC.Title.Alternative” CONTENT=”การหาแรงแมกนัสในสภาพนำยิ่งยวดโดยวิธีการอินทริเกรตตามวิถี”> 
      <META NAME=”DC.Creator” CONTENT=”Sutee Boonchui”> 
      <META NAME=”DC.Subject.LCSH” CONTENT=”Superconductivity”> 
      <META NAME=”DC.Subject.LCSH” CONTENT=”Vortex generators”> 
      <META NAME=”DC.Description.Abstract” CONTENT=”In this thesis we drive the magnus force a model system  
            consisting of a vortex imbedded in uniform positive background that is coupled with a mutal 
            interaction….”> 
      <META NAME=”DC.Publisher” CONTENT=”Chulalongkorn University”> 
      <META NAME=”DC.Publisher.Place” CONTENT=”Bangkok”> 
      <META NAME=”DC.Contributor.Advisor” CONTENT=”Virulh Sa-yakanit”> 
      <META NAME=”DC.Date.Create” CONTENT=”2002” 
      <META NAME=”DC.Date.Issued” CONTENT=”2004-07-05”> 
      <META NAME=DC.Type” CONTENT=”วิทยานิพนธ์/Thesis”> 
      <META NAME=DC.Format.IMT” CONTENT=”Application/pdf”> 
      <META NAME=DC.Format.Extent” CONTENT=”1.5 Mb”> 
      <META NAME=DC.Identifier.ISBN” CONTENT=”9743465332”> 
      <META NAME=DC.Language” CONTENT=”eng”> 
      <META NAME=DC.Rights” CONTENT=”Chulalongkorn University”> 
      <META NAME=DC.Rights.Access” CONTENT=”Access ThaiLIS members only”> 
      <META NAME=DC.Thesis.Degree name” CONTENT=”Mater of Sciences”> 
      <META NAME=DC.Thesis.Degree level” CONTENT=”Master’s degree”> 
      <META NAME=DC.Thesis.Degree discipline” CONTENT=”Physics”> 
      <META NAME=DC.Thesis.grantor” CONTENT=”Chulalongkorn University”> 

ดับลินคอร์กับเอชทีเอ็มแอลและเอ็กซ์เอ็มแอล

จากข้อมูลดังตัวอย่างข้างต้นสามารถนำมาปรับเป็นเอ็กซ์เอ็มแอล โดยจะขอยกตัวอย่างจากหน่วยข้อมูล รูปแบบ ปี ภาษา และรหัส/ตัวบ่งชี้  ได้ดังนี้ 

- เอชทีเอ็มแอล -

	<META NAME="DC.Format" CONTENT="text:html"> 
	<META NAME="DC.Format" CONTENT="image:gif"> 
	<META NAME="DC.Format" CONTENT="video:quicktime"> 
	<META NAME="DC.Date" CONTENT="2002-09-23"> 
	<META NAME="DC.Language" CONTENT="en"> 
	<META NAME="DC.Language" CONTENT="fr"> 
	<META NAME="DC.Language" CONTENT="sp"> 
	<META NAME="DC.Identifier" CONTENT="http://www.fao.org"> 

- เอ็กซ์เอ็มแอล -

	<dc:format>text:html</dc:format> 
	<dc:format>image:gif</dc:format> 
	<dc:format> video:quicktime</dc:format> 
	<dc:date>2002-09-23</dc:date> 
	<dc:language>en</dc:language> 
	<dc:language>fr</dc:language> 
	<dc:language>sp</dc:language> 
	<dc:identifier>http://www.fao.org</dc.identifier> 

ข้อดีและข้อด้อยของดับลินคอร์เมทาดาทา

ข้อดีของการที่เจ้าของผลงานทำรายการเอง คือ การที่สื่อสารได้เข้าเรื่องโดย ไม่ต้องผ่านนักสารสนเทศหรือบรรณารักษ์ที่ทำหน้าที่คนกลาง ปัญหาที่พบบ่อยในการทำรายการคือ การที่นักสารสนเทศหรือบรรณารักษ์ตีความหมายของเนื้อความในเอกสารไม่ตรงกับ ความหมายที่เจ้าของผลงานต้องการสื่อ ยกตัวอย่าง การกำหนดคำดรรชนีสำหรับแทนรูปภาพหรืองานศิลปะ ย่อมไม่มีผู้ใดกำหนดคำสำคัญได้ดีกว่าเจ้าของผลงาน นอกจากนี้ หากเจ้าของส่วนใหญ่สร้างข้อมูลที่มีคุณภาพด้วยตนเอง การรวบรวมงานเพื่อทำฐานข้อมูลย่อมทำได้ทันทีหรือโดยอัตโนมัติ ทุ่นเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย และข้อมูลพร้อมสำหรับเผยแพร่โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดทำรายการอีก ดังเช่น บรรณารักษ์ต้องรับผิดชอบอยู่ตลอดมา นอกจากนี้ การที่ดับลินคอร์เมทาดาทาเน้นการใช้งานง่าย ไม่บังคับให้มีรายละเอียดชนิดที่ต้องเปิดตำราเพื่อลงรายการให้เป็นแบบแผน ทำให้มีผู้นำดับลินคอร์ไปใช้ในการจัดการสารสนเทศดิจิทัลกันแล้วหลายวงการ ตั้งแต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ พิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุตลอดจนในงานสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์สำหรับศิลปกรรมรูปแบบต่าง ๆ

ข้อเสียประการหนึ่งของดับลินคอร์ที่มีผู้วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับมาตรฐานการทำรายการอื่น ๆ ได้แก่ การที่ไม่บังคับตายตัวในการกำหนดจำนวนหน่วยข้อมูลย่อย ตัวขยาย และการเพิ่มหน่วยข้อมูลย่อยซ้ำได้ ตลอดจนการเพิ่มหน่วยข้อมูลย่อยนอกเหนือจากชุดเดิม 15 หน่วย ตามต้องการ ปัญหาจากการที่กำหนดหน่วยข้อมูลเพียง 15 หน่วย อาจเกิดจาก ความเคยชินของนักสารสนเทศและบรรณารักษ์ที่ใช้มาตรฐานมาร์ก 21 และเกณฑ์การทำรายการแบบแองโกลอเมริกัน ที่มีการจำแนกประเภทและรูปแบบรายละเอียดของข้อมูลอย่างละเอียด เพราะต้องการให้สืบค้นจากทุกคำที่บันทึกในฐานข้อมูล ในขณะที่ดับลินคอร์แทบจะไม่ข้อบังคับเลย เพราะต้องการให้การจัดทำรายการเป็นสื่อเข้าถึงโดยตรงระหว่างผลงานและผู้ใช้งาน การจัดทำรายการสารสนเทศมีจุดหมายในการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของเจ้าของงานเป็นหลัก มาตรฐานเป็นข้อตกลงร่วมกัน โดยอนุโลมว่าการทำรายการอาจเพิ่มหรือลดหน่วยข้อมูลย่อยได้อย่างอิสระ แต่ให้ยึดการตีความหมายคำจำกัดความของหน่วยข้อมูลย่อยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ร่วมกัน

ดับลินคอร์กับการใช้งานได้หลากหลายระบบ
เมทาดาทาดับลินคอร์ เป็นเค้าร่างเมทาดาทาหนึ่งที่สามารถใช้งานได้หลากหลายระบบ (Interoperability) ได้ผ่าน Open Archives Initiative (OAI) ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มของ สหรัฐอเมริกา เป็นงานวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก National Science Foundation ดำเนินงานโดยมหาวิทยาลัยคอร์แนล

OAI พัฒนามาตรฐานและส่งเสริมการใช้มาตรฐานสำหรับการทำงานเครือข่าย ข้อมูลต่างระบบโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้การเผยแพร่เนื้อหาความรู้เป็นไปได้ง่ายและสะดวก OAI เสนอกลไกสำหรับเจ้าของสารสนเทศให้เปิดเผยเมทาดาทาที่ใช้ เพื่อให้ระบบสามารถใช้เทคโนโลยีในการค้นและเข้าถึงข้อมูลหรือเอกสารที่ใช้ดับลินคอร์ เอ็กซ์เอ็มแอลทั้งหมดที่เผยแพร่ ในเวิลด์ไวด์เว็บได้

OAI จึงเป็นการหาข้อมูลทั้งหมด จากนั้นจึงแปลเมทาดาทาของเดิม (Native metadata) ไปเป็นหน่วยข้อมูลที่ใช้กันโดยทั่วไป และนำออกเพื่อการเก็บเกี่ยว (Harvesting) ตัวให้บริการคำค้นจะรวบรวมเมทาดาทาเข้าไปเก็บไว้ในดรรชนีส่วนกลาง (คลังเก็บคำค้นส่วนกลาง) เพื่อให้มีการสืบค้นข้ามแหล่งเก็บนี้ได้ ดังรูป (T.B. Rajashekar, 2005)

ดับลินคอร์กับการใช้งานได้หลายระบบ

ตัวอย่างสาขาวิชาที่โครงการต่าง ๆ นำดับลินคอร์ไปประยุกต์ใช้

  1. อักษรศาสตร์และมนุษยศาสตร์
    • http://ahds.ac.uk การรวมระบบบริการสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยข้อมูลโบราณคดี ประวัติศาสตร์ การศึกษาเอกสาร ศิลปะการแสดงและทัศนศิลป์
    • http://nile.dmu.ac.ku/elise/e2_intro.html ต้นแบบการรวมฐานข้อมูลรูปภาพดิจิทัลหลายฐานข้อมูลเพื่อสืบค้นร่วมกันจากจุดเดียวโดยใช้ Z39.50 และดับลินคอร์ใน การจับคู่ข้อมูลที่ทำรายการด้วยโครงสร้างหลากหลาย และแสดงผลรูปภาพขนาดหัวแม่มือ
    • http://www.exlib.org/ รวมฐานข้อมูลนามานุกรมสิ่งพิมพ์พิเศษของห้องสมุดหลายแห่ง ซึ่งจะแปลงสู่รูปดิจิทัล เช่น ต้นฉบับตัวเขียน ภาพศิลปะและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่บริการในอินเทอร์เน็ต
    • http://www.malvine.org บริการสืบค้นต้นฉบับตัวเขียน จดหมายสำคัญที่ จัดเก็บไว้ในห้องสมุด ศูนย์เอกสารและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในยุโรป ดำเนินการแบบเครือข่ายโดย แต่ละสถาบัน ทำงานด้านเทคนิคอย่างอิสระแต่ผู้ใช้ทั่วโลกสืบค้นเสมือนข้อมูลทั้งหมดจัดสร้างเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน การสืบค้นและแสดงผลได้หลายภาษา และสามารถอ่านเอกสารมีค่าที่แปลงเป็นดิจิทัลจากต้นฉบับที่หาค่ามิได้
    • http://ross.lis.ntu.edu.tw โครงการพิพิธภัณฑ์ดิจิทัลของรัฐบาลจีนไต้หวัน ดำเนินงานจากงบประมาณของสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ใช้ดับลินคอร์จัดการข้อมูลเอกสารประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรมวัตถุ ภาพเขียน แผนที่ รูปภาพ ผีเสื้อที่สะสม
    • http://www.scran.ac.uk เครือข่ายฐานข้อมูลมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา การสอนและการชื่นชมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสก็อตแลนด์ ประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร ศิลปะวัตถุและอนุสาวรีย์ประมาณ 1.5 ล้านระเบียน และข้อมูลมัลติมีเดียในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอีกประมาณ 100,000 ระเบียน
    • http://www.sub.uni-goettingen.de/ssgfi/ ฐานข้อมูลของเยอรมันที่รวม รายชื่อวรรณกรรมประวัติศาสตร์และวรรณคดีแองโกล-อเมริกัน ที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ ซีดี-รอม
  2. บรรณานุกรม
    • http://full.nkp.cz โครงการวิจัยและพัฒนาความร่วมมือเพื่อรวมข้อมูลหลายรูปแบบที่บันทึกในหลายฐานข้อมูลให้เป็นฐานข้อมูลเดียว เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากร สารสนเทศได้แก่ บทความวารสารฉบับเต็มในรูปสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งบทความใน อินเทอร์เน็ตที่มีในประเทศร่วมกัน เมทาดาทาที่ใช้ได้แก่ มาร์ก ดับลินคอร์ อาร์ดีเอฟ และ เอ็กซ์เอ็มแอล โดยเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสำนักพิมพ์และสำนักงานบรรณานุกรมแห่งชาติ การทำงานเทคนิคด้านการสร้างดรรชนีแบบอัตโนมัติและการทำรายการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ฉบับเต็มใช้ดับลินคอร์ เอ็กซ์เอชทีเอ็มแอล (XHTML) เอ็กซ์เอ็มแอล/อาร์ดีเอฟ (XML/RDF) โครงการนี้ดำเนินการโดยกระทรวงวัฒนธรรมของสาธารณรัฐเชค
    • http://sric.kric.ac.kr:5003/kric_index.html โครงการห้องสมุดดิจิทัลของเกาหลี รวบรวมสหบรรณานุกรมบทความวิชาการและวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยภายใต้โครงการบริการสารสนเทศงานวิจัยและการศึกษาของเกาหลี ใช้ชุดหน่วยข้อมูลดับลินคอร์เมทาดาทาเป็นแบบในการเขียนบทความ
    • http://www.konbib.nl/donor/index-en.html นามานุกรมแหล่งสารสนเทศออนไลน์ทำหน้าที่จัดการโครงสร้างพื้นฐานสสำหรับเครือข่ายระบบจัดเก็บและสืบค้นสารสนเทศงานวิจัยของเนเธอร์แลนด์
    • http://www.bs.dk/metadata/english.htm ดำเนินการโดยหอสมุดแห่งชาติ เดนมาร์ค รวบรวมทะเบียนเอกสารที่เผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต
    • http://www.ukoln.ac.uk/BIBLINK/ โครงการร่วมมือระหว่างหอสมุดแห่งชาติและประชาคมยุโรป เพื่อเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนเมทาดาทาระหว่างสำนักพิมพ์และหน่วยงานนามานุกรมแห่งชาติ
  3. ธุรกิจ
    • http://www.business.gov.au/ จุดเข้าถึงการประสานงานระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยราชการของออสเตรเลีย บริการข้อมูลเกี่ยวกับระเบียบ บริการและทรัพยากรต่าง ๆ ของ ภาครัฐ การจัดทำข้อมูลเมทาดาทาเริ่มจากหน่วยงานสร้างฐานข้อมูลจากส่วนกลาง ขั้นต่อไป จะเรียกใช้เมทาดาทาจากทางไกลและสร้างข้อมูลพร้อมเมทาดาทาแบบอัตโนมัติ
  4. การศึกษา
    • http://standards.edna.edu.au/metadata โครงการเครือข่ายร่วมมือด้าน การศึกษาและฝึกอบรม อาชีวศึกษา การศึกษาชุมชน และโรงเรียนออสเตรเลีย
    • http://fiudl.fiu.edu/ ห้องสมุดดิจิทัลสำหรับรูปภาพ เสียง วิดีโอ สื่อประสม เกณฑ์หลักสูตรของมหาวิทยาลัยนานาชาติฟลอริดา
    • http://gem.syr.edu โครงการริเริ่มของกระทรวงศึกษาและหอสมุดการศึกษาของสหรัฐอเมริกา สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการสื่อประกอบการสอนของสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่จัดทำไว้ในเว็บไซต์ของตนเองและมิได้จัดทำรายการ จัดทำเป็นระบบมาตรฐาน เดียวกันเพื่อให้สืบค้น แลกเปลี่ยน และใช้ข้อมูลร่วมกัน
  5. สิ่งแวดล้อม
    • http://www.ea.gov.au/ บริการสารสนเทศสิ่งแวดล้อมจากฐานข้อมูลจำนวนมากของกระทรวงสิ่งแวดล้อมออสเตรเลีย ใช้ดับลินคอร์สำหรับจัดข้อมูลเว็บและสำหรับข้อมูล ภายในหน่วยงาน
    • http://www.octopus-eu.org โครงการโซคราตีส/ไมเนอร์วา บริการ สารสนเทศออนไลน์ เพื่อการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยวัสดุ การศึกษาหลายรูปแบบที่พัฒนาโดยศูนย์สารสนเทศออนไลน์นานาชาติในยุโรป-ออคโตพัส
    • http://smn.environ.se/ โครงการของรัฐบาลสวีเดน บริการข้อมูลและ สารสนเทศสิ่งแวดล้อมโดยจัดทำจุดเชื่อมโยงและเมทาดาทาให้เว็บไซต์สิ่งแวดล้อมของรัฐบาล องค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาลและเอกชน
  6. คณิตศาสตร์
    • http://www.emis.de/projects/EULER/ เครือข่ายบริการสารสนเทศสาขาคณิตศาสตร์สำหรับห้องสมุดและนักคณิตศาสตร์ในยุโรป บริการทุกอย่างจากที่เดียว รวมฐาน ข้อมูลห้องสมุด วารสารอิเล็กทรอนิกส์และวรรณกรรมที่ยังไม่ตีพิมพ์ (grey literature) และแหล่งสารสนเทศในอินเทอร์เน็ต
    • http://MathNet.preprints.org ฐานข้อมูลกลางที่รวมเอกสารที่ยังไม่ตีพิมพ์ประมาณ 35, 000 เรื่องจากเว็บไซต์มากกว่า 100 แห่ง แบบฟอร์มบันทึกข้อมูลใช้ดับลินคอร์ เมทาดาทา การสืบค้นจากหัวเรื่องและผู้แต่ง และเรียกดูเอกสารฉบับเต็มจากเว็บไซต์ที่เป็นเจ้าของเอกสาร สามารถลดปัญหาจากการตีความหมายหน่วยข้อมูลย่อยดับลินคอร์เมทาดาทา
    • http://www.sub.uni-goettingen.de/ssgfi ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาใน การจัดทำรายชื่อวรรณกรรมสาขาคณิตศาสตร์ ธรณีวิทยา และประวัติศาสตร์และวรรณคดี แองโกลอเมริกัน ที่มีในอินเทอร์เน็ต ซีดี-รอม และหนังสืออ้างอิงต่าง ๆ
  7. แพทยศาสตร์
    • http://medir.ohsu.edu/~maletg/Metadata.HTM โดย คณะวิทยาศาสตร์ สุขภาพ มหาวิทยาลัยโอเรกอน คณะทำงานอินเทอร์เน็ตของสมาคมสารสนเทศทางการแพทย์ และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ร่วมกันสร้างฐานข้อมูลพันธุกรรมมะเร็ง โดยใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา
  8. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสาขาอื่น ๆ
    • http://avel.library.uq..edu.au โดยห้องสมุดวิศวกรรมออสตราเลเซียน รวม สารสนเทศในเว็บสาขาวิศวกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของออสเตรเลีย
    • http://www.agcrc.csiro.au ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย สร้างฐานข้อมูลเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยในเว็บ โดยรวมฐานข้อมูลที่ใช้โครงสร้างต่างกัน สามารถสืบค้นเสมือนเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน
    • http://metachem.ch.adfa.edu.au/ เว็บไซต์รวมสารสนเทศสาขาเคมี ประกอบด้วย สารสนเทศในอินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูล เอกสารการสอน แบบเรียนออนไลน์ งานวิจัย แหล่ง ข้อมูลต้นฉบับ ซอฟต์แวร์ นามานุกรม การประชุม และข้อมูลเชื่อมโยงเว็บไซต์

3. TEI Header (www.tei-c.org) หรือ The Text Encoding Initiative (TEI)

เป็นโครงการที่พัฒนาโดยนักวิชาการทางมนุษยศาสตร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 โดยเป็นโครงการร่วมกันระหว่าง Association of Computers in the Humanities, the Association of Computational Linguistics และ the Association for Literacy and Linguistic Computing ก่อนปี ค.ศ. 1999 ได้รับเงินทุนสนับสนุน และมีผลงานตีพิมพ์ คือ TEI Guidelines โดยมี Michael Sperberg-McQueen แห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ มลรัฐชิคาโก และ Lou Burnard จากมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ซึ่งยังคงเป็นบรรณาธิการ TEI จนถึงปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 1999 TEI Encoding Initiative เปลี่ยนเป็นความร่วมมือมีศูนย์กลางอยู่ที่ 4 สถาบันหลัก คือ มหาวิทยาลัยเบอร์เงน ประเทศนอร์เวย์ มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย และมหาวิทยาลัยบราวน์

Text Encoding Initiative เป็นโครงการพัฒนาแนวทางในการ mark up ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ประเภท นวนิยาย บทละคร และกวีนิพนธ์ เพื่อสนับสนุนการวิจัยทางด้านมนุษยศาสตร์ TEI ใช้เอสจีเอ็มแอล (SGML) เพื่ออธิบายโครงสร้างและองค์ประกอบของเอกสาร ซึ่งเอสจีเอ็มแอลนี้กลายเป็นส่วนของสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์เองด้วย ได้มีประยุกต์ใช้ TEI Lite ขึ้นเพื่อใช้งานได้มากขึ้นทำให้ TEI Lite ใช้กันได้ทั่วไปในห้องสมุด

TEI header ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ

  1. <fileDesc> เป็นการลงรายการทางบรรณานุกรมของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
  2. <encodingDesc> บอกแหล่งที่มาของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
  3. <encodingDesc> บอกแหล่งที่มาของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
  4. <encodingDesc> บอกแหล่งที่มาของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

ตัวอย่าง http://etext.lib.virginia.edu/tei/tei-usmarc.html

  1. <fileDesc> เป็นการลงรายการทางบรรณานุกรมของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
      <fileDesc>   
		<titleStmt>   
		<title type="main, uniform, etc.">...</title>   
		<author> ... </author>   
		<editor> ... </editor>   
		<respStmt>   
		<resp>Compiler ; Illustrator</resp> <name>....</name>  
		</respStmt>   
		<respStmt>   
		<resp>Conversion to TEI.2-conformant markup: </resp> <name>University of 	 
                      Virginia Library Electronic Text Center. 	</name>  
		</respStmt> 
		</titleStmt>   
		<editionStmt>   
           				<p>...</p>   
		</editionStmt>   
		<extent> .... </extent>   
		<publicationStmt>   
		<publisher>University of Virginia Library</publisher>   
		<pubPlace>Charlottesville, Virginia</pubPlace>   
		<idno>...</idno>   
		<availability>   
    				 <p>Publicly accessible</p>   
     				<p n="public">URL: http://</p>   
		</availability>   
		<date>...</date> 
		</publicationStmt>   
		<seriesStmt>   
          				 <p> ... </p>   
		</seriesStmt>   
		<notesStmt> <note>... </note></notesStmt>   
	<sourceDesc>   <biblFull>   
	<titleStmt>   
	<title>...</title>   
	<author>... </author>   
	<respStmt>   
	<resp>...</resp> <name>....</name>  
	</respStmt> 
	</titleStmt>   
	<editionStmt>   
           			<p>...</p>   
	</editionStmt>   
	<extent> .... </extent>   
	<publicationStmt>   
	<publisher>...</publisher>   
	<pubPlace>...</pubPlace>   
	<idno type="callNo">Copy consulted:...</idno>   
	<date>...</date> 
	</publicationStmt>   
	<seriesStmt> <p>...</p></seriesStmt>   
	<notesStmt> <note>... </note></notesStmt> 
	</biblFull> </sourceDesc> 
      </fileDesc> 

1.<encodingDesc> บอกแหล่งที่มาของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

	<encodingDesc>  
	  	<projectDesc>  
		 	<p> ... </p>  
		</projectDesc>  
		<editorialDecl> 
			<p> ... </p>  
			<p id="ETC"> ... </p>  
		</editorialDecl> 	 
		<refsDecl>  
			<p> ... </p>   
		</refsDecl>  
		<classDecl>  
			<taxonomy id=LCSH>  
				<bibl>  
				<title>Library of Congress Subject  
Headings</title>  
				</bibl> 
			</taxonomy>   
		</classDecl>   
	</encodingDesc>  

1.<profileDesc> เป็นการลงข้อมูลในเรื่องภาษาที่ใช้ สภาพการผลิต หัวเรื่อง หรือ คำสำคัญ
<profileDesc> 
          <creation> 
               <date> … </date> 

   </creation>   

          <langUsage> 
               <language id=“eng”>English</language> 
          </langUsage> 
          <textClass> 
            <keywords> 
                     <term>non-fiction; prose</term> 
             </keywords> 
               <keywords scheme=“LCSH”> 
                    <term type=“***”>Crane, Stephen, 1871- 1900|xCriticism and interpretation.</term> 
            </keywords> 
          </textClass> 
</profileDesc>

1.<revisionDesc> เป็น revision ของแฟ้มข้อมูล
  <revisionDesc> 

		<change>   
			<date> ... </date>   
			<respStmt>   
				<resp>corrector/cataloger</resp>   
			 	<name> ...  </name>   
			</respStmt>   
			 <item> ... </item>   
		</change> 		 
<revisionDesc> 

4. The Encoded Archival Description (EAD)

(www.http://www.loc.gov/ead/)
The Encoded Archival Description หรือ EAD ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นวิธีหนึ่ง ในการ Markup ข้อมูล เพื่อช่วยในการค้นหาและแสดงผลทางออนไลน์โดยเฉพาะเอกสาร จดหมายเหตุ เอกสารตัวเขียน และสิ่งพิมพ์พิเศษอื่นๆ เนื่องจากการลงรายการจะมีลักษณะที่เฉพาะกว่าเอกสารโดยทั่วไป เป็นโครงการริเริ่มโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเล่ย์ ในปี ค.ศ. 1993 โดยผู้เชี่ยวชาญของมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ มีเดเนียล พิตติ (Daniel Pitti) เป็นหัวหน้าโครงการได้เลือกเอสจีเอ็มแอล (SGML) ทดลองใช้ในโครงการนี้ ซึ่งเหมือนกับ TEI Header จึงมีลักษณะส่วนหัวที่อธิบายถึงความเป็นเครื่องมือช่วยค้นหา โดยการให้ข้อมูลตัวมันเอง (เช่น ใครเป็นผู้เขียน) จากนั้นจึงอธิบายถึงสารสนเทศโดยรวมและข้อมูลโดยละเอียดอีกครั้ง ถ้ารายการใดมีการลงเป็นดิจิทัล ก็สามารถเป็นตัวชี้ไปถึงแฟ้มข้อมูลดิจิทัลนั้น ๆ ด้วย
ในเวอร์ชัน 2002 EAD ได้พัฒนาให้สนับสนุนภาษาเอสจีเอ็มแอลและเอ็กซ์เอ็มแอล มาตรฐาน EADได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยหอสมุดรัฐสภาอเมริกันและสมาคมนักจดหมายเหตุแห่งสหรัฐอเมริกา (Society of American Archivists) มาตรฐาน EAD เป็นที่นิยมใช้ในห้องสมุดสถาบันการศึกษา สมาคมประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ที่มีสิ่งพิมพ์พิเศษจำนวนมาก และไม่มีการลงรายการแยกออกมาโดยเฉพาะเหมือนกับห้องสมุดโดยทั่ว ๆ ไป
ตัวอย่างการลงรายการใน EAD header

<eadheader> 
      <eadid>  EAD ID 
      <filedesc>   File Description 
	<  >  Title statement 
              <title proper> 
	<subtitle> 
	<author> 
	<publicationstmt> Publication Statement 
	<publisher> 
	<address> 
	<date> 
        <profieldesc> Profile Description (encoding) 
	<creation> 
	<date> 
	<lanagusage> 
	<language> 
       <revisiondesc> Revision Description 
	<change> 
	<date> 
	<item> 

ตัวอย่างการลงเมทาดาทาเชิงพรรณนาใน EAD

<archdesc>   Archival Description 
    <did>   Descriptive Identification 
    <bioghist>   Biography or History 
    <scopecontent>   Scope and Content 
    <admininfo>  Administrative Information 
    <controlaccess>   Controlled Access Headings 
    <dsc>   Description of Subordinate Components 
         <c01>   Component (first level) 
            	<did> 
	< bioghist> 
	<scopecontent> 
	<admininfo> 
	<controlaccess> 
	<c02> 

5. The Visual Resources Association (VRA) Core Categories

VRA Core Categories พัฒนาโดย Visual Resources Assoication Data Standards Committee เป็นเค้าร่างที่พัฒนามาจาก CDWA (Descriptions of Works of Art)ใช้ในการอธิบายทรัพยากรสารสนเทศทางศิลปะ เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย ประติมากรรม งานทางด้านสถาปัตยกรรม หัตถกรรม เป็นต้น VRA Core Categories ประกอบด้วย 17 หน่วย ข้อมูล ได้แก่
Record Type อธิบายข้อมูลของชิ้นงาน

Type		ประเภทของงาน (แนะนำให้ใช้คำระบุประเภทของ Art & Architecture Thesaurus) 
Title		ชื่อของงาน 
Measurement	ขนาด รูปร่าง สเกล มิติของงาน รูปแบบ 
Material		ส่วนประกอบของงาน วัสดุที่นำมาประกอบเป็นชิ้นงาน 				เช่น กระดาษ หมึก ทองเหลือง (แนะนำให้ใช้ Art & Architecture Thesaurus) 
Technique		เทคนิค กระบวนการ วิธีการที่ใช้ทำชิ้นงาน 
Creator		ผู้สร้างสรรค์งาน การออกแบบ  ผลิต 
Date		ปี 
Location		ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์/ตำแหน่งเฉพาะ ตำแหน่งปัจจุบัน ตำแหน่งเดิม ตำแหน่งของการสร้างสรรค์ 	สถานที่ค้นพบ แหล่งที่เก็บในปัจจุบัน แหล่งที่เก็บเดิม 
ID Number		ตัวบ่งชี้ของงาน 
Style/Period	สไตล์   เวลา  Movement ของงาน  
Culture	วัฒนธรรม ผู้คน ประเทศ ของงานที่เป็นจุดกำเนิด      ของงาน 
Subject		หัวเรื่อง 
Relation		ความสัมพันธ์ของชิ้นงาน 
Description		หมายเหตุของคน/ภาพ รวมความคิดเห็น การอธิบาย 				การตีความ 
Source		แหล่งข้อมูล 
Right		สิทธิของชิ้นงาน 

ตัวอย่าง (http://www.vraweb.org/projects/vracore4/)

Corinthian Black-figure neck amphora
WORK
id: w_00000014
refid: 18313
source: History of Art Visual Resources Collection, UCB
agent
Display: Walters Painter (Greek, act. c. 625-600 BCE)
Index:
agent:
name: Walters Painter
type: other
vocab: ULAN
refid: 500048402
dates:
type: activity
earliestDate: -0625
latestDate: -0600
culture: Greek
role: vase painter
vocab: AAT
refid: 300263263
date
Display: c. 625-600 BCE
Index:
date:
type: creation
earliestDate: -0625
latestDate: -0600
description
Display: Two handled neck-amphora with five animal friezes plus neck decoration from Rhodes
Index:
description: Two handled neck-amphora with five animal friezes plus neck decoration from Rhodes

location
Display: London: British Museum (1914.10-30.1)
Index:
location:
type: repository
name: British Museum
type: corporate
name: London
type: geographic
vocab: TGN
refid: 7011781
refid: 1914.10-30.1
type: accession
location:
type: discovery
name: Rhodes
type: geographic
vocab: TGN
refid: 7011265
material
Display: painted terracotta
Index:
material: terracotta
type: support
vocab: AAT
refid: 300010669
material: paint
type: medium
vocab: AAT
refid: 300015029
measurements
Display: 35 cm (H)
Index:
measurements: 35
type: height
unit: cm
extent:

relation
Index:
relation: Full view, side A
type: imageIs
relids: i_00000016
source
Display: Amyx, Darrell A., Corinthian vase-painting of the Archaic period, Berkeley: UC Press, 1988
Index:
source:
name: Amyx, Darrell A., Corinthian vase-painting of the Archaic period, Berkeley: UC Press, 1988
type: book
refid: 0520031660
type: ISBN
stylePeriod
Display: Early Corinthian, Animal Style
Index:
stylePeriod: Early Corinthian
vocab: AAT
refid: 300020140
stylePeriod: Animal Style (Greek vase painting style)
vocab: AAT
refid: 300265011
subject
Display: animals; birds; friezes (ornamental bands); zoophori
Index:
subject:
term: animals
type: descriptiveTopic
vocab: ICONCLASS
refid: 25F
term: birds
type: descriptiveTopic
vocab: ICONCLASS
refid: 25F3
term: friezes (ornamental bands)
type: descriptiveTopic
vocab: AAT
refid: 300123582
term: zoophori
type: descriptiveTopic
vocab: AAT
refid: 300165036
technique
Display: painting
Index:
technique: painting (image making)
vocab: AAT
refid: 500048402
textref
Display: Amyx CVP 144.2 (NC 770)
Index:
textref:
name: Amyx, Darrell A., Corinthian vase-painting of the Archaic period, Berkeley: UC Press, 1988
type: other
refid: 144.2
textref:
name: Payne, Humfry, Necrocorinthia, a study of Corinthian art in the archaic period, Oxford: Clarendon Press, 1931
type: other
refid: 770
title
Display: Corinthian Black-figure neck amphora
Index:
title: Corinthian Black-figure neck amphora
type: descriptive
pref: true
worktype
Display: neck amphora; slipware
Index:
worktype: neck amphora
vocab: AAT
refid: 300198850
worktype: slipware
vocab: AAT
refid: 300264955

IMAGE
id: i_00000016
refid: 534262
source: History of Art Visual Resources Collection, UCB
date
Display: 2005
Index:
date:
type: creation
earliestDate: 2005
latestDate: 2005
location
Display: History of Art Visual Resources Collection, UCB 534262
Index:
location:
type: repository
name: History of Art Visual Resources Collection, UCB
type: corporate
refid: 534262
type: accession
relation
Index:
relation: Corinthian Black-figure neck amphora
type: imageOf
relids: w_00000014
rights
Display: © Trustees of the British Museum
Index:
rights:
rightsHolder: Trustees of the British Museum
source
Display: Thompson Wadsworth Multimedia Manager Image Gallery
Index:
source:
name: Thompson Wadsworth Multimedia Manager Image Gallery
type: other
refid: 0495004820
type: ISBN
title
Display: Full view, side A
Index:
title: Full view, side A
type: generalView
pref: true
worktype
Display: digital image
Index:
worktype: digital image
vocab: AAT
refid: 300215302

6. ONIX (Online Information eXchange)

เป็นเมทาดาทาที่พัฒนาในปี ค.ศ. 1999 เมื่อ American Association of Publishers (AAP)เรียกกลุ่มผู้ค้าหนังสือรายใหญ่ ผู้ค้าปลีก ผู้ขายหนังสือออนไลน์ เพื่อวาง มาตรฐานโดยมีแนวคิดที่ว่ารูปแบบของทุกสำนักพิมพ์ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ONIX เวอร์ชัน 1.0 จึงเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 2000 โดยใช้ส่งข้อมูลหนังสือไปยังผู้ค้ารายใหญ่ ปัจจุบันพัฒนาเป็นเวอร์ชัน 2.1 ภายใต้การดูแลของ EDItEUR ด้วยความร่วมมือระหว่าง Book Industry Communication (BIC) และ Book Industry Study Group (BISG)
ONIX ใช้ภาษาเอ็กซ์เอ็มแอลในการ markup ข้อมูล มีการจัดทำเป็น ONIX for Books และ ONIX for Serials จากการที่ ONIX พัฒนาเพื่อใช้ในเชิงธุรกิจการพิมพ์ จึงมีข้อมูลที่ดีสำหรับการสร้างระเบียนบรรณานุกรมของห้องสมุด ดังนั้น Bibliographic Enrichment Advisory Team (BEAT) จึงตั้งโครงการที่หอสมุดรัฐสภาอเมริกันในการทดลองการใช้ ONIX เมทาดาทาจึงถูกใช้ในห้องสมุดเพื่อการสร้างระเบียนบรรณานุกรม โดยอนาคตจะมีการทำ mapping ระหว่าง ONIX for Books กับมาร์ค 21 และยูนิมาร์คเข้าด้วยกัน สามารถดูวิธีการ mapping ได้ที่ http://www.loc.gov/marc/onix2marc.html
ONIX ประกอบด้วยองค์ประกอบมากกว่า 230 องค์ประกอบ โดยแบ่งเป็น 38 กลุ่ม 25 กลุ่ม เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ product record 6 กลุ่ม เป็นข้อมูลของ main series และ อีก 7 กลุ่มเป็น subseries records ซึ่งเป็นองค์ประกอบทั้งที่บังคับให้ใส่เมทาดาทาและองค์ประกอบที่ไม่ต้องใส่ก็ได้
ตัวอย่าง http://libraries.mit.edu/guides/subjects/metadata/standards/onix.html)
Product Record:
PR.1.* Record Reference number, type and source.
PR.2.* Product Numbers
PR.3.* Product Form
PR.4.* Epublication Detail
PR.5.* Series
PR.6.* Set
PR.7.* Title
PR.8.* Authorship
PR.9.* Conference
PR.10.* Edition
PR.11.* Language
PR.12.* Extents and Other Content
PR.13.* Subject
PR.14.* Audience
PR.15.* Descriptions and Other Supporting Text
PR.16.* Links to Image/Audio/Video files
PR.17.* Prizes
PR.18.* Content Items
PR.19.* Publisher
PR.20.* Publishing Dates
PR.21.* Territorial Rights
PR.22.* Dimensions
PR.23.* Related Products
PR.24.* Supplier and Trade Data
PR.25.* Sales and Promotion Information
Product Record Example
Product Record Example
Main Series
MS.1 Record Reference Number, Type and Source
MS.2 Main Series Identifiers
MS.3 Main Series Title
MS.4 Main Series Contributors
MS.5 Main Series Text Elements
MS.5 Subordinate Entries
Main Series Example
Main Series Example
Subseries record:
SS.1 Record Reference number, type and source
SS.2 Subseries Identifiers
SS.3 Subseries Volume or Part Detail
SS.4 Subseries Title
SS.5 Subseries Contributors
SS.6 Subseries Text Elements
Subseries Record Example:
Subseries Record Example

7. Learning Object Metadata

IEEE Learning Technology Standards Committee (LTSC)ได้ดำเนินการพัฒนา Learning Object Metadata หรือ LOM ขึ้น ตามมาตรฐานของ IEEE 1484.12.1-2002 เพื่อใช้ในการอธิบายหรือพรรณนาทรัพยากรสารสนเทศทางการศึกษา ประกอบด้วย 8 หน่วยข้อมูล ได้แก่
General เป็นข้อมูลเกี่ยวกับตัวสื่อทั้งหมดโดยภาพรวม

Lifecycle		ประกอบด้วยเมทาดาทาของวิวัฒนาการของตัวสื่อ 
Technical	การลงเมทาดาทาอธิบายลักษณะทางเทคนิคและ ความต้องการของระบบ 
Educational	ประกอบด้วยคุณลักษณะทางด้านการศึกษาและ     การสอน 
Rights		ลงรายการเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิการใช้ 
Relation		อธิบายความสัมพันธ์ของสื่อ 
Annotation		ประกอบด้วยความคิดเห็น ปี และความเห็นของผู้แต่ง 
Classification	หมวดหมู่ของสื่อ 

8. Metadata Encoding and Transmission Standard (METS)

http://www.loc.gov/standards/mets/
เป็นมาตรฐานที่พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมความต้องการให้มีโครงสร้างมาตรฐานในการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดดิจิทัลที่มีความซับซ้อนมากขึ้น METS ใช้เอ็กซ์เอ็มแอล (XML)ในการแสดงโครงสร้างของทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล การพรรณนาที่เกี่ยวข้องกัน และเมทาดาทาเชิงโครงสร้างรวมทั้งชื่อและที่อยู่ของแฟ้มข้อมูลของสารสนเทศดิจิทัลนั้น ๆ
METS เป็นโครงการที่พัฒนามาจาก Making of American II project ซึ่งเป็นโครงการแปลงข้อมูลเป็นดิจิทัลของห้องสมุดวิจัยในการพยายามที่จะลงเมทาดาทา และจัดหารูปแบบเมทาดาทาของงานที่เป็นข้อความและงานที่มีพื้นฐานมาจากรูปภาพ
เอกสารในรูป METS ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 7 ส่วนดังนี้

  1. MET header ประกอบด้วยเมทาดาทาที่เกี่ยวกับเอกสารของ METS เอง ได้แก่ วัน เดือน ปีที่สร้าง ปรับปรุงล่าสุด รวมทั้งข้อมูลผู้แต่ง บรรณาธิการ เป็นต้น
  2. Descriptive Metadata ชี้ไปหาเมทาดาทาเชิงพรรณนาที่อยู่ภายนอกเอกสาร หรือ เป็นเมทาดาทาเชิงพรรณนาที่ฝังอยู่ภายใน หรือเป็นทั้งสองกรณี
  3. Administrative Metadata ให้ข้อมูลวิธีการสร้างแฟ้มข้อมูลและการจัดเก็บสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา แหล่งที่มาของต้นฉบับ และข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของแฟ้มข้อมูลที่เป็นรูปแบบเดิมก่อนแปลงเป็นดิจิทัลกับแฟ้มข้อมูลที่เป็นดิจิทัลแล้ว รวมทั้งความสัมพันธ์ของแฟ้มข้อมูลที่เป็นต้นฉบับและแฟ้มข้อมูลที่ไม่ใช้ต้นฉบับ เป็นต้น
  4. File section ให้รายชื่อแฟ้มข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในแต่ละเวอร์ชั่น
  5. Structural Map ให้โครงสร้างตามลำดับชั้นของสารสนเทศดิจิทัล เพื่อแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของแฟ้มข้อมูลดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกัน
  6. Structural link ให้ผู้สร้าง METS ใส่ไฮเปอร์ลิงค์ ที่มีอยู่ระหว่างแฟ้มสารสนเทศดิจิทัลต่าง ๆ
  7. Behavior section ใส่ข้อมูลเพื่อการจัดการ หรือเพื่อการแสดงผล หรือเพื่อการใช้แฟ้มข้อมูลสารสนเทศดิจิทัลของผู้ใช้ในระดับต่าง ๆ กัน

ตัวอย่าง

<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>  

- <mets:mets xmlns:mets=http://www.loc.gov/METS/

xmlns:mods="http://www.loc.gov/mods/"  
xmlns:xlink="http://www.w3.org/TR/xlink"  

xmlns:xsi=http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance xmlns=“http://www.loc.gov/METS/
xsi:schemaLocation=“http://www.loc.gov/METS/ http://www.loc.gov/standards/mets/mets.xsd
http://www.loc.gov/mods/v3
http://www.loc.gov/standards/mods/v3/mods-3-0.xsd” OBJID=“ark:/13030/kt9s2012hz” TYPE=“cartographic” LABEL=“San
Francisco 15-minute Quadrangle”>

  1. <mets:metsHdr CREATEDATE=“2001-10-23T00:00:00” LASTMODDATE=“2003-

04-18T07:00:00”>

  1. <mets:agent ROLE=“CREATOR”>

  <mets:name>Rick Beaubien</mets:name>
  </mets:agent>
  </mets:metsHdr>

  1. <mets:dmdSec ID=“DM1”>

<mets:mdRef xmlns:xlink_4=“http://www.w3.org/1999/xlink

		LOCTYPE="URL" MDTYPE="OTHER" OTHERMDTYPE="HTML map" 				xlink_4:href="http://sunsite.berkeley.edu/mapsaux/histopo/sfhistopo.html" 			LABEL="SF Area Quadrangles Index Map" />  

  </mets:dmdSec>

  1. <mets:dmdSec ID=“DM2”>

  <mets:mdRef xmlns:xlink_3=“http://www.w3.org/1999/xlink

		LOCTYPE="URL" MDTYPE="MARC" 				 
 
xlink_3:href="http://sunsite2.berkeley.edu:8000/WebZ/Authorize:sessionid=0:bad=html/authofail.html:next=NEXTCMD%22/WebZ/QUERY:next=html/results.html:format=B:numrecs=20:entitytoprecno=1:entitycurrecno=1:tempjds=TRUE:entitycounter=1:entitydbgroup=Glad:entityCurrentPage=SearchRecentAcq:dbname=Glad:entitycountAvail=0:entitycountDisplay=0:entitycountWhere=0:entityCurrentSearchScreen=html/search.html:entityactive=1:indexA=gl%3A:termA=167937091:next=html/Cannedresultsframe.html:bad=error/badsearchframe.html" LABEL="Catalog Record" />  

  </mets:dmdSec>

  1. <mets:dmdSec ID=“DM3”>
  2. <mets:mdWrap MDTYPE=“MODS”>
  3. <mets:xmlData>
  4. <mods:mods xmlns:mods=“http://www.loc.gov/mods/v3”>
  5. <mods:titleInfo>

  <title xmlns=“http://www.loc.gov/mods/v3”>San Francisco 15-minute Quadrangle</title>
  </mods:titleInfo>

  1. <mods:name type=“corporate” authority=“naf”>

  <mods:namePart>Geological Survey (U.S.)</mods:namePart>
  </mods:name>

หลักเกณฑ์ข้อที่ 2: เมทาดาทาที่ดีต้องสนับสนุนการใช้งานได้หลากหลาย (interoperability)

ในปัจจุบันการเรียนการสอนและการวิจัยเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมของเครือข่ายแบบกระจาย จึงเป็นการท้าทายในการหาทรัพยากรที่อยู่ต่างห้องสมุด หอจดหมายเหตุ พิพิธภัณฑ์ และสมาคมทางประวัติศาสตร์ การบรรเทาปัญหานี้ต้องมีการออกแบบเมทาดาทาที่สนับสนุนการใช้งานได้หลากลายของระบบกระจายแบบนี้
จุดมุ่งหมายของการใช้งานได้หลากหลาย คือ ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาและเข้าถึงตัวสารสนเทศที่อยู่ข้าม/ต่างโดเมนกัน การใช้เค้าร่างเมทาดาทาที่เป็นมาตรฐานจะช่วยอำนวยความสะดวกให้มีการแลกเปลี่ยนเมทาดาทา หรืออีกนัยหนึ่งการใช้งานได้หลากหลายเป็นการ Map ขององค์ประกอบของข้อมูล /Crosswalk ให้ผู้ใช้ของเค้าร่างหนึ่งปรับไปอีกเค้าร่างหนึ่งได้
ตัวอย่างของ Crosswalk ได้แก่

การเสริมการใช้งานได้หลากหลาย คือ การใช้เมทาดาทาที่สนับสนุนโปรโตคอล การเก็บเกี่ยวของโครงการริเริ่มจดหมายเหตุแบบเปิด (Open Archive Initiative (OAI) ซึ่งจะเป็นตัวเก็บเมทาดาทาจากแหล่งต่าง ๆ ที่สนับสนุน OAI Protocol Metadata Harvesting นำเมทาดาทามารวมในฐานข้อมูลขนาดใหญ่และสามารถให้บริการสืบค้นจากภายนอกได้ ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยมิชิแกน (http://oaister.umdl.umich.edu/oaister) มีทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลทางมรดกวัฒนธรรมมากกว่า 3 ล้านระเบียน ซึ่งเก็บมาจากเกือบ 300 collection
การเสริมการใช้งานได้หลากหลาย อีกวิธีหนึ่ง คือ การใช้โปรโตคอลที่สนับสนุนการค้นข้ามระบบ หรือที่เรียกว่า เมทาเสิร์ช (Metasearch) ซึ่งระบบการค้นของฐานข้อมูลที่เป็น local ยอมรับหรือเก็บคำค้นจากระบบการค้นคืนจากภายนอก โปรโตคอลซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ Z39.50 (http://lcweb.loc.gov/z39.50/agency) ตัวอย่างระบบที่นำ Z39.50 ไปประยุกต์ใช้ได้แก่

Z39.50..International..Next..Generation.
(ZING)http://www.loc.gov/z39.50/agency/zing) เป็นโปรโตคอลที่ปรับ z39.50 ให้ทันสมัยขึ้นสำหรับสภาพแวดล้อมของเว็บ โดยมีมาตรฐาน 2 มาตรฐาน คือ SRW และ SRU ที่ยอมให้ Z39.50 เป็นทั้งตัวคำถามและตัวค้นคืน แลกเปลี่ยนโดยการใช้โปรโตคอลที่ใช้กันอยู่ทั่วไปบนอินเทอร์เน็ต

หลักเกณฑ์ข้อที่ 3: เมทาดาทาที่ดีต้องมีการควบคุมรายการหลักฐาน (Authority control) และมาตรฐานของเนื้อหา

เช่น คำศัพท์ควบคุม ที่เป็นตัวอธิบายเนื้อหาของสารสนเทศและกำหนดให้เข้ากับสารสนเทศ คุณสมบัติของสารสนเทศควรแสดงด้วยคำศัพท์ควบคุม ซึ่งไม่เพียงแต่ชื่อบุคคล นิติบุคคล ชื่อสถานที่ และหัวเรื่อง ระบบจัดหมวดหมู่ รูปแบบของคำศัพท์ควบคุมถูกจัดกลุ่มให้เกี่ยวข้องกับทรัพยากรสารสนเทศตามโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กันตามลำดับ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการเข้าถึง
เค้าร่างเมทาดาทามีหลายศัพท์สัมพันธ์ (Thesaurus) อนุกรมวิธาน (taxonomy) และ รายการหลักฐาน (Authority files) แต่ไม่มีอย่างใดที่เหมาะสมทุกอย่าง การเลือกคำศัพท์ที่ใช้จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เค้าร่างเมทาดาทาที่ใช้และทรัพยากรสารสนเทศขององค์กรที่ใช้ ผู้แต่งและผู้ลงเมทาดาทาที่ไม่ได้รับการฝึกฝนไม่สามารถใช้คำศัพท์ควบคุมได้อย่างประสบผลสำเร็จ นอกจากจะได้รายการหลักฐาน (authority) ที่สั้นและง่าย ๆ ส่วนปัจจัยสำคัญ อื่น ๆ ได้แก่

  1. ความคาดหมายของผู้ใช้ ผู้ใช้เป็นระดับผู้ใหญ่ เด็ก ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือบุคคลทั่วไป ภาษาที่ใช้ แหล่งสารสนเทศอื่น ๆ ที่ใช้ คำศัพท์ที่ใช้
    1. เครื่องมือที่สนับสนุนการใช้คำศัพท์ เป็นศัพท์สัมพันธ์ที่หาได้ทางออนไลน์สามารถนำไปรวมกับระบบการสืบค้นของทรัพยากรสารสนเทศอื่น ๆ มีการทำคำเชื่อมโยง (Cross-reference) กับคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
    2. การบำรุงรักษา / การรักษาสภาพ คำศัพท์ใหม่ คำศัพท์เก่า หรือคำโบราณ หรือคำล้าสมัย ใครเป็นผู้ดูแลศัพท์ และวิธีการทำให้ทันสมัย

ตัวอย่างคำศัพท์
http://www.lub.lu.se/metadata.subject-help.html มีรายการคำศัพท์ควบคุม ศัพท์สัมพันธ์ และระบบการจัดหมวดหมู่จำนวนมากตามสาขาวิชา
http://www.cdlr.strath.ac.uk/Sources/index.html เป็นเว็บไซต์ของ High Level Thesaurus Project (HILT) เป็น clearinghouse ข้อมูลทางด้านคำศัพท์ควบคุม รวมทั้งสารสนเทศอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกัน
Getty Vocabulary Program สร้าง ดูแล และเผยแพร่ศัพท์สัมพันธ์สำหรับงานทัศนศิลป์และสถาปัตยกรรม เช่น
ศัพท์สัมพันธ์ทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม (Art & Architecture Thesaurus -AAT) http://www.getty.edu/research/conducting_research/vocabularies/aat/
รวมรายชื่อศิลปิน (Union List of Artist Names - ULAN) http://www.getty.edu/research/conducting_research/vocabularies/ulan
ศัพท์สัมพันธ์ชื่อทางภูมิศาสตร์ (Getty Thesaurus of Geographic Names – TGN) http://www.getty.edu/research/conducting_research/vocabularies/tgn
คำศัพท์ควบคุมอื่น ๆ ได้แก่
Library of Congress Authorities files (http://www.authorities.loc.gov)
Medical Subject Heading List (http://www.nlm.nih.gov/mesh/
Thesaurus for Graphic Materials I: Subject Terms (http://lcweb.loc.gov/rr/print/tgm1/)
Thesaurus fro Graphic Materials II: Genre and Physical Characteristics Terms (http://lcweb.loc.gov/rr/print/tgms2/)The Geographic Names Information System (http://geonames.usgs.gov/
ระบบการจัดหมวดหมู่อื่น ๆ ที่สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ ได้แก่Dewey Decimal Classification (http://connexion.oclc.org/) ต้องบอกรับเป็นสมาชิกก่อนถึงเข้าใช้ได้
Library of Congress Classification (http://classweb.loc.gov) ต้องบอกรับเป็นสมาชิกก่อนถึงเข้าใช้ได้

หลักเกณฑ์ข้อที่ 4: เมทาดาทาที่ดีต้องมีความชัดเจนในเรื่องของเงื่อนไขการใช้ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล

เงื่อนไขของการใช้หมายถึง สิทธิทางกฎหมาย เช่น การใช้โดยชอบธรรม (fair use) การได้รับอนุญาต และการจำกัดในการใช้ ผู้ใช้ควรได้รับการแจ้งถึงสิทธิการเข้าใช้ หรือข้อจำกัดในการใช้ ข้อตกลงทางเทคนิคพิเศษในการใช้ เช่น ควรมีการระบุตัวอ่านที่ต้องใช้ไว้ด้วย เช่น Florida Heritage Collection ของ Florida state university libraries ที่ http://palmm.fcla.edu/fh/ มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิโดยให้คลิกที่ copyright information

หลักเกณฑ์ข้อที่ 5: เมทาดาทาที่ดีต้องสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากร สารสนเทศในระยะยาว

เมทาดาทาเชิงบริหารเป็นข้อมูลที่ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการสารสนเทศ ซึ่งได้แก่ เวลาที่สร้างสารสนเทศ วิธีการสร้าง ผู้รับผิดชอบในการควบคุมการเข้าถึง วิธีการควบคุมหรือกระบวนการใดที่เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดการเข้าใช้ รวมทั้งรูปแบบ ขนาดของแฟ้มข้อมูล Checksum เป็นต้น ล้วนเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้แน่ใจถึงความสามารถในการใช้สารสนเทศดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่อง หรือการสร้างสารสนเทศขึ้นมาใหม่
การลงเมทาดาทาเพื่อสงวนรักษาเป็นส่วนย่อยของเมทาดาทาเชิงบริหารมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการสนับสนุนการรักษาหรือคงสภาพของสารสนเทศ โดยรวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการสิทธิ record keeping ประวัติการจัดการ ประวัติการเปลี่ยนแปลงของสารสนเทศ ตัวอย่างของโครงการที่เกี่ยวกับการสงวนรักษาในระยะยาวได้แก่

ถ้าสารสนเทศประกอบด้วยรูปภาพจำนวนมาก ต้องมีข้อมูลทางกายภาพของแฟ้มข้อมูลรูปภาพอย่างชัดเจนพอที่จะรักษารูปภาพ เช่น ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับลำดับของแฟ้ม (เลขหน้า) และความเกี่ยวข้องทางโครงสร้างของหนังสือ (สารบัญ) มีมาตรฐาน 3 รูปแบบ เช่น METS http://www.loc.gov/standards/mets ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในหมู่ของเมทาดาทาวัฒนธรรม โดยใช้เอ็กซ์เอ็มแอลแสดงเมทาดาทาเชิงโครงสร้างของสารสนเทศ

หลักเกณฑ์ข้อที่ 6: เมทาดาทาที่ดี คือ ตัวสารสนเทศนั่นเอง สารสนเทศจำต้อง มีคุณภาพที่ดี มีความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง ความเป็นของแท้ ความเป็นจดหมายเหตุ ความคงทนถาวร และการระบุที่มีลักษณะเฉพาะ

เนื่องจากเมทาดาทาเป็นตัวนำข้อมูลที่รับรองถึงแหล่งกำเนิด / ที่มา และความน่าเชื่อถือของสารสนเทศ ความน่าเชื่อถือของเมทาดาทาจึงต้องมีด้วยตัวของมันเองด้วย เมทา-เมทาดาทา (Meta-Metadata) หรือตัวเก็บเกี่ยวกับข้อมูลของเมทาดาทา ควรรวมถึงการระบุ/บ่งชี้คุณลักษณะขององค์กรที่สร้างเมทาดาทาและใช้มาตรฐานใดในการสร้าง องค์กรควรให้ข้อมูลอย่างเพียงพอที่ให้ผู้ใช้เข้าถึงวิธีการสร้าง(อัตโนมัติ หรือด้วยมือ)รวมทั้งคำศัพท์ที่ใช้
ความผิดพลาดที่เกิดจากเมทาดาทา (Metadata errors) อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากลงเมทาดาทาผิด การที่เมทาดาทาสร้างโดยอัตโนมัติจากโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างคำได้ การใช้ Crosswalk เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เมทาดาทาผิดพลาดได้ รวมทั้งการเก็บเกี่ยวเมทาดาทา (Metadata harvesting) ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดระหว่างการส่งข้อมูลต่างระบบกัน รวมทั้งผู้สร้างเนื้อหาหรือผลงาน ควรได้รับการฝึกฝน เพื่อให้เข้าใจเมทาดาทา คำศัพท์ควบคุมอย่างถ่องแท้ รวมทั้งการใช้ซอฟต์แวร์ที่ใช้ลงเมทาดาทาด้วย



Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.