This is an old revision of the document!
—-

ดับลินคอร์เมทาดาทาในประเทศไทย

ประวัติและพัฒนาการ

การริเริ่มดับลินคอร์เมทาดาทา (Dublin Core Metadata Initiative – DCMI)เข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2540 โดยโทมัส เบเคอร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นอาจารย์พิเศษรับเชิญของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology – AIT) และเป็นที่ปรึกษาของศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี (Technical Information Center – TIAC)ทำให้ศูนย์ฯ มีส่วนร่วมกับการริเริ่มดับลินคอร์เมทาดาทา ด้วยการเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานของดับลินคอร์เมทาดาทาที่เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย และที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ศูนย์ฯ ได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประเทศไทยด้วยการแปลดับลินคอร์เมทาดาทา เวอร์ชัน 1.0 และ 1.1 รวมทั้งส่วนขยายและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของศูนย์ฯ นอกจากนี้ยังได้จัดทำต้นแบบ (Template) การลงรายการดับลินคอร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2543 และเปิดโอกาสให้ห้องสมุดที่สนใจนำไปใช้ ทำให้บรรณารักษ์และนักเอกสารสนเทศตระหนักถึงคำว่า “เมทาดาทา” และ “ดับลินคอร์” แต่ในระยะแรกยังคงมีความสับสนในเรื่องความหมายและการนำไปใช้อยู่บ้าง

พัฒนาการของการนำดับลินคอร์ไปใช้

ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี ได้สร้างต้นแบบการลงรายการดับลินคอร์เมทาดาทาขึ้นในปี พ.ศ. 2543เพื่อเป็นโครงการทดลองการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บ โดยมีห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหาสารคามเข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนี้อย่างจริงจัง ศูนย์ฯ จึงได้จัดเนื้อที่บนเซิร์ฟเวอร์ให้กับห้องสมุดมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการนำข้อมูลลงเซิร์ฟเวอร์ผ่านต้นแบบดับลินคอร์เมทาดาทา โดยรวบรวมสารสนเทศบนเว็บทางด้านศิลปวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสามารถสืบค้นผ่านเว็บเพจของศูนย์ฯ ด้วยการค้นแบบ Full text ผ่านฐานข้อมูลเอสคิวแอล แม้ว่าการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บไม่ต้องอาศัยทักษะการลงรายการเหมือนกับการลงรายการแบบมาร์กก็ตาม แต่บรรณารักษ์และนักเอกสารสนเทศคงต้องให้เวลากับการลงรายการเหมือนบรรณารักษ์ฝ่ายวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศที่ทำหน้าที่ลงรายการอยู่ประจำนั่นเอง

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติกับการใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา

ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี ทำหน้าที่เป็นเสมือนห้องสมุดของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีการนำองค์ประกอบของดับลินคอร์เมทาดาทามาประยุกต์ใช้กับสิ่งพิมพ์ดิจิทัลของ สวทช. พนักงานของ สวทช. สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลเสมือนโอแพค จากโครงการที่ศูนย์ฯ ได้ริเริ่มขึ้นนี้เองจึงมีแผนการที่ชักชวนให้ศูนย์แห่งชาติอีก 4 ศูนย์ ภายใต้ สวทช.เข้ามาร่วมกับการพัฒนาในโครงการนี้ ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสิ่งพิมพ์ของแต่ละศูนย์สามารถบันทึกโดยใช้ต้นแบบดับลินคอร์เมทาดาทาภายใต้การดูแลของศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี
ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี เริ่มเชื่อมโยงข้อมูลฉบับเต็มกับระเบียนแฟ้มข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เก็บที่เซิร์ฟเวอร์ของศูนย์ฯ ซึ่งคาดว่าผลจากโครงการสิ่งพิมพ์ดิจิทัล สวทช.นี้ จะเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างบรรณารักษ์และสำนักพิมพ์ในการร่วมกันสร้างสรรค์ฐานข้อมูลโดยในต้นปี พ.ศ. 2545 ศูนย์ฯ รับเป็นเจ้าภาพในการจัดฝึกอบรมพนักงานของ สวทช.เพื่อให้มีความสามารถลงรายการสิ่งพิมพ์ทั้งที่เป็นฉบับพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ด้วยตนเอง โดยศูนย์ฯทำหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนทางเทคนิคและผู้แนะนำความรู้ระดับวิชาชีพเกี่ยวกับมาตรฐานและกฎเกณฑ์การลงรายการเบื้องต้นให้เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลบรรณานุกรมดิจิทัลของ สวทช. ไม่ substitute ต่อระบบห้องสมุดอัตโนมัติ จึงเป็นเพียงการจัดหาเทคโนโลยีการออกแบบที่เหมาะสมกับห้องสมุดที่มีขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งมีการเพิ่มทรัพยากรสารสนเทศและมีการลงทุนไม่มากนัก

ความร่วมมือศูนย์สารสนเทศงานวิจัยประเทศไทย

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้พัฒนา DCMES เวอร์ชัน 1.1 ภายใต้โครงการความร่วมมือศูนย์สารสนเทศงานวิจัยประเทศไทย (Thai Research Information Consortium)โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรวมฐานข้อมูลงานวิจัยที่มีความแตกต่างกันถึง 4 ฐานข้อมูลของสภาวิจัยแห่งชาติ (สช.)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) และ สวทช. โดยในระยะแรก สวทช. พยายามที่รวมฐานข้อมูลทั้ง 4 นี้ให้สามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์เสมือนเป็นฐานข้อมูลเดียวกันโดยการใช้โปรแกรมสรรสาร ซึ่งเป็นเสิร์ชเอ็นจินที่พัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติเป็นตัวสืบค้น ได้มีการนำดับลินคอร์เมทาดาทามาใช้ในฐานข้อมูลดังกล่าว ความร่วมมือในการสืบค้นต่างระบบต่างหลักเกณฑ์เพื่อเป็นฐานข้อมูลเดียวกันนี้ ได้เริ่มในเดือนพฤศจิกายนปีพ.ศ.2544 ซึ่งจากวิธีการนี้เอง โครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทยอย่างน้อย 6,000 รายการ สามารถเผยแพร่สู่สาธารณได้อย่างง่าย สะดวก รวดเร็วผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

โครงการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บของศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี

การเรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจ แนวคิดเรื่องดับลินคอร์และในการนำไปใช้ ศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยี จึงได้จัดทำต้นแบบดับลินคอร์เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณในการนำไปเป็นต้นแบบการลงรายการสารสนเทศบนเว็บ สื่อสิ่งพิมพ์และผลงานวิจัยต่าง ๆ ปรากฏว่ามีห้องสมุดหลายแห่งได้นำต้นแบบนี้ไปทดลองใช้ ซึ่งต่างก็มีความเห็นว่าสามารถสร้างฐานข้อมูลได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากลงรายการทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บ และเชื่อมโยงให้แสดงผลผ่านยูอาร์แอล ดับลินคอร์ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในขั้นสูงกว่าเดิมด้วยเอ็กซ์เอ็มแอล เพื่อพัฒนาให้เป็นฉบับเต็มและเป็นการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
การออกแบบต้นแบบดับลินคอร์ สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับองค์ความรู้ ประสบการณ์ และรูปแบบของโปรแกรมเมอร์ ถ้าออกแบบเป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่แฟ้มข้อมูลไม่เหมือนกันก็สามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดับลินคอร์เมทาดาทาได้รับความสนใจเป็นอย่างมากตั้งแต่ที่ดับลินคอร์เมทาดาทาได้ ISO 15836 ประชาคมห้องสมุดยอมรับดับลินคอร์เมทาดาทาเป็นทางเลือกเพื่อสร้างฐานข้อมูลของตนเอง (Local content) ขณะที่บรรณารักษ์วิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ บางคน ตั้งคำถามว่า ถ้ามีการใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา จะเป็นการเข้ามาแทนที่การลงรายการแบบมาร์ก(Machine Readable Cataloging)หรือไม่ทั้งนี้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (2545-2547) ประชาคมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเริ่มตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์และตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา ตลอดจนความสอดคล้องและกลมกลืนของการใช้ดับลินคอร์เมทาดาทากับการรวมฐานข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการเข้าด้วยกัน
ปัจจุบันดับลินคอร์เมทาดาทาเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวางและเป็นที่ต้องการต่อสาธารณชน ซึ่งต้องการเรียนรู้ว่าดับลินคอร์เมทาดาทาสามารถนำมาใช้ในบริบทที่ต่างกันได้อย่างไร เช่น รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government) การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)และวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-journal)สำหรับห้องสมุดดิจิทัล พิพิธภัณฑ์เสมือน(E-museum)อีเลิร์นนิง(E-learning) และการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) การฝึกอบรมขั้นสูงมีแผนเพื่อให้ความรู้แก่ทุกกลุ่มทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา ตัวขยาย และการใช้เขตข้อมูล (Element) บางเขตข้อมูลโดยเฉพาะ เช่น คำศัพท์เฉพาะกลุ่ม (Local keyword)และอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ของหน่วยงาน โดยเฉพาะการสร้างศัพท์หลากหลายภาษา

รายชื่อฐานข้อมูลไทยที่มีการประยุกต์ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา

การประยุกต์ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาในปี พ.ศ. 2544-2547 แสดงถึงระยะแรกของการประยุกต์ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาในห้องสมุดและในสถาบันอุดมศึกษา

  1. ฐานข้อมูลวิจัยไทย http://www.nstda.or.th/grants (2544) เป็นการรวมฐานข้อมูลงานวิจัยจาก 4 หน่วยงานในประเทศไทย คือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสนันสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งต่อมาได้มีการเพิ่มข้อมูลผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย จัดเตรียมการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อแสดงรายละเอียดสารสนเทศรวมถึงรายการสิ่งพิมพ์และรายการอ้างอิง
  2. ฐานข้อมูลสิ่งพิมพ์ สวทช.(2544)เป็นเว็บไซต์แสดงรายการสิ่งพิมพ์ และรายงานการวิจัยของ สวทช.ฐานข้อมูลนี้จะมีการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลวิจัยไทยเพื่อสั่งเอกสารฉบับเต็มและแสดงรายงานการวิจัยฉบับเต็มดิจิทัลต่อไป
  3. ฐานข้อมูลห้องสมุดสถาบันมะเร็งไทย (Thai Cancer Institute library database) (2545) เป็นกรณีศึกษาที่แสดงถึงการทดลองใช้งานของบรรณารักษ์เพื่อประเมิน การประยุกต์ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาเพื่อการจัดการเอกสารการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบกับการลงรายการ (Cataloging) ด้วยการใช้ฐานข้อมูล CDS/ISIS ฐานข้อมูลห้องสมุดสถาบันมะเร็งไทย เป็นกระบวนการของการบูรณาการฐานข้อมูลวิจัยสาธารณสุข (Health Research Database) ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และฐานข้อมูลวิจัยไทย
  4. ฐานข้อมูลจัดเก็บเอกสารในรูปอิเล็กทรอนิกส์…….(Digital Collection(2545)ของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา เป็นการจัดเก็บและแสดงเอกสารฉบับเต็ม (Full text) พร้อมภาพ โดยเฉพาะข้อมูลวิทยานิพนธ์ งานวิจัยของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ตลอดจนให้บริการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างห้องสมุดมหาวิทยาลัย/สถาบัน 86 แห่ง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศฉบับเต็มพร้อมภาพที่ต้องการได้ทันที โดยปัจจุบันมีการจัดเก็บข้อมูลในระบบจัดเก็บเอกสารในรูปอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนทั้งสิ้น 58,392 รายการ  สิ่งพิมพ์ดิจิทัลของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย (Digital Collection Management System)
  5. ฐานข้อมูลสหบรรณานุกรมห้องสมุด ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (Science and Technology Knowledge Center : STKC) (2546) www.stkc.go.th เป้าหมายของการจัดทำฐานข้อมูลสหบรรณานุกรมห้องสมุด STKC เพื่อให้เป็นห้องสมุดเสมือนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ห้องสมุดทั้ง 10 หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลห้องสมุดแต่ละแห่งซึ่งได้มีการนำดับลินคอร์เมทาดาทาไปประยุกต์ใช้ STKC สามารถให้บริการยืมระหว่างห้องสมุดแบบออนไลน์ได้
  6. คลังความรู้ STKC (2546) เป็นการวิเคราะห์หมวดหมู่และลงรายการเอกสารที่มีการตีพิมพ์และเผยแพร่บนเว็บไซต์ของหน่วยงานทั้ง 10 แห่ง ภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้อมูลและเอกสารถูกรวบรวบ วิเคราะห์หมวดหมู่และลงรายการโดยบรรณารักษ์และผู้เชี่ยวชาญสารสนเทศ เอกสารมากกว่า 35,000 รายการสามารถเชื่อมโยงสู่เอกสารฉบับเต็มแบบดิจิทัลได้
  7. ฐานข้อมูลเครือข่ายห้องสมุดของนักวิจัย (University Network Database of Research) (2547) เป็นโครงการที่ก่อตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา เพื่อสร้างระบบการจัดการ knowledge- based research ระดับชาติ โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการฐานข้อมูลนักวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและฐานข้อมูล Best and the Brightest ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการแบ่งปันข้อมูลกับฐานข้อมูลอื่นที่ใช้ดับลินคอร์เมทาดาทา คือ ฐานข้อมูลวิจัยไทยและฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ดิจิทัล
  8. Chemical Safety Knowledge Base (2548) เป็น Prototype เพื่อแบ่งปันความรู้ด้านสารเคมี ซึ่งก่อตั้งโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และดำเนินการโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูล 5 ฐานข้อมูล ได้แก่ ความปลอดภัยด้านสารเคมี Thai Index Medicus องค์ความรู้เกษตรไทย ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย และฐานข้อมูล STKC เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อแบ่งปันความรู้ของแต่ละแห่งที่สร้างขึ้น (Local knowledge)

การใช้คำศัพท์

คำศัพท์ควบคุม (Controlled vocabulary)หัวเรื่อง (Subject heading)คำสำคัญ (Keyword) ศัพท์สัมพันธ์ (Thesaurus) อนุกรมวิธาน (Taxonomy)และออนโทโลยี (Ontology) ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจในการบริหารจัดการฐานข้อมูลเชิงธุรกิจในประเทศไทยเท่าที่ควร จนเมื่อเร็วนี้ผู้ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาฐานข้อมูล (ยกเว้นบรรณารักษ์) เริ่มกังวลเกี่ยวกับความถูกต้อง แม่นยำ และคุณภาพของการสืบค้นและค้นคืนสารสนเทศ แนวโน้มของการจัดการความรู้เป็นแรงผลักดันให้โปรแกรมเมอร์ศึกษาศัพท์ควบคุมและการใช้ ศัพท์สัมพันธ์ และ อนุกรมวิธาน โดยการจัดทำแผนที่แหล่งความรู้ด้วยผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างชุมชนของการฝึกฝน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญของหลายหน่วยงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
รายชื่อของศัพท์ควบคุมภาษาไทย ประกอบด้วยเครื่องมือที่มีอยู่สำหรับจัดทำดัชนีจากฐานข้อมูลเฉพาะซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  1. หัวเรื่องสำหรับหนังสือภาษาไทย รายชื่อของศัพท์ควบคุมภาษาไทย รวบรวมโดยกลุ่มทำงานกลุ่มวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศ ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา รายชื่อของคำศัพท์มีการแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง ห้องสมุดไทยส่วนใหญ่ใช้คู่มือนี้เพื่อจัดทำดัชนีสิ่งพิมพ์ภาษาไทยพร้อมกับหัวเรื่องห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress Subject Heading : LCSH) และ Sears’ list of subject headings
  2. AGROVOC ได้เริ่มแปลเป็นภาษาไทยตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2527ซึ่งเป็นศัพท์สัมพันธ์หลายภาษา (Multi-lingual Thesaurus) พัฒนาโดยองค์การอาหารและการเกษตร (Food and Agricultural Organization : FAO)คำศัพท์ถูกกำหนดโดย AGROVOC ซึ่งไม่สนับสนุนการจัดทำดัชนีสิ่งพิมพ์ภาษาไทย หลังจากนั้น 10 ปี ทีมงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้แปลเป็นคำศัพท์ไทยและเชื่อมโยงกับภาษาต่างๆ มากถึง 7 ภาษา
  3. STKC Subject Categories พัฒนาจากหมวดหมู่ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) องค์การสหประชาชาติ (UN) และได้มีการประยุกต์เพื่อให้เหมาะกับเนื้อหาภาษาไทย ศัพท์ควบคุมที่ร่างขึ้นนั้นพิจารณาจากหัวเรื่องห้องสมุดไทยและหมวดย่อยตามหัวเรื่องห้องสมุดรัฐสภาอเมริกัน (Library of Congress Subject Heading : LCSH)หัวเรื่องทางการแพทย์ (Medical Subject Heading : MeSH) และ AGRIS (International Agriculture Information System) STKC Subject Categories
  4. หัวเรื่องการแพทย์ไทย ประยุกต์จากหัวเรื่องทางการแพทย์ (Medical Subject Heading : MeSH) และได้มีการเพิ่มคำศัพท์เพื่อให้เหมาะสมกับเนื้อหาภาษาไทย
  5. คำศัพท์ความปลอดภัยด้านสารเคมี (Chemical safety vocabulary) เป็นโครงการริเริ่มศัพท์ความปลอดภัยด้านสารเคมีเป็นระดับย่อย (Sub-level) ของศัพท์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกิดจากความร่วมมือของทีมนักวิจัยห้องสมุดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในหัวเรื่องการแพทย์ไทย ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสวทช.

การสร้างศัพท์ควบคุมซึ่งเกิดจากผลของการบูรณาการฐานข้อมูล

ฐานข้อมูลวิจัยไทย เป็นโครงการแรกที่ได้บูรณาการฐานข้อมูลจาก 4 หน่วยงาน แรกเริ่มนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นโครงการการวิจัยทั้งหมด ซึ่งจัดทำโดยงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ
ดับลินคอร์เมทาดาทา ถูกยอมรับว่าเป็นรูปแบบของการลงรายการทั่วไปและฐานข้อมูลทั้ง 4 ฐานข้อมูล ก็ถูกสร้างขึ้นโดยการใช้โครงสร้างที่ต่างกันแต่สามารถผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวได้ ปัญหาที่พบ คือ แรกเริ่มฐานข้อมูลถูกจัดการโดยทีมงานคอมพิวเตอร์ และไม่ได้มีการจัดเตรียมการทำรายการดัชนีที่ดีจากศัพท์ควบคุม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในขณะนั้นจึงได้ริเริ่มสร้างรายการศัพท์ควบคุมสำหรับ STKC category ซึ่งพัฒนาจากคู่มือมาตรฐานการวิเคราะห์หมวดหมู่และการทำดัชนีของห้องสมุด STKC category เป็นการทำดัชนีสำหรับข้อมูลดิจิทัล ซึ่งข้อมูลและเนื้อหาดังกล่าวจัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผลจากการดำเนินงาน คือ แม้ว่ารายการคำศัพท์จะไม่เสร็จสมบูรณ์พร้อม แต่ก็สามารถเป็นเครื่องมือเพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของโครงการศึกษาวิจัย เปรียบเสมือนเป็นเครื่องมือการจัดการสำหรับตรวจสอบ ติดตาม และประเมินคุณค่าของงานวิจัยจากหัวเรื่องที่สนใจ

ขั้นตอนการสร้างรายการศัพท์ควบคุม

รายการศัพท์ควบคุมสำหรับ STKC category ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ถูกเลือกจากหัวเรื่องที่มีอยู่ในหัวเรื่องภาษาอังกฤษและภาษาไทย

  1. แหล่งของคำศัพท์ STKC พัฒนาขึ้นจาก 10 หมวดหลักของ OECD คำศัพท์ต่างๆ ใน OECD ได้ถูกเลือกเพื่อสนับสนุนขอบเขตหัวเรื่อง ซึ่งอยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คำศัพท์มีการแบ่งเป็น 3 ระดับ ในความจริงคำศัพท์ของ STKC แม้จะพัฒนามาจากหมวดหมู่ของ OECD แต่ได้มีการผสมผสานรายชื่อของคำศัพท์ที่ มีจริงตามมาตรฐาน และคำศัพท์ที่เลือกก็มาจากฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย
  2. การปรับปรุง (Update) รายการคำศัพท์ได้มีการเพิ่มเติมคำศัพท์ตามโอกาส ตามการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาและความรู้ใหม่ และจากการเปลี่ยนแปลงขององค์กร
  3. ศักยภาพการใช้อนุกรมวิธานของหน่วยงาน (Corporate taxonomy) คำศัพท์ STKC เป็นเครื่องมือเดียวซึ่งผลิตโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คำศัพท์ STKC ถูกนำมาใช้เพื่อแยกประเภทรายงานต่างๆ ของศูนย์ปฏิบัติการกระทรวง (Ministry Operating Center : MOC) และคำศัพท์ STKC จะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอการใช้ศัพท์ควบคุมไม่ได้เป็นการจัดทำสำหรับการบริหารจัดการ ที่ต้องตอบคำถามในด้าน งบประมาณที่รัฐบาลใช้จ่ายเพื่อการวิจัยเรื่องกุ้ง รัฐบาลสามารถระบุผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง ภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ หน่วยงานใดที่ใช้งบประมาณล่าช้าระหว่างในช่วงระหว่างไตรมาสที่ 2 ของงบประมาณปัจจุบัน เป็นต้น แต่คำศัพท์ควบคุมช่วยให้การค้นคืนสารสนเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ระยะต่อไป

  1. คลังปัญญาขององค์กร (Organization repository) ทุกองค์กรมีกิจกรรมในการจัดการความรู้ และได้เริ่มต้นแก้ไข ปรับปรุงฐานข้อมูลของหน่วยงาน โดยบางหน่วยงานได้ดำเนินการจัดหาซอฟต์แวร์ เพื่อดำเนินการทรัพย์สินทางปัญญาของหน่วยงาน ขณะที่ หลายหน่วยงานพบปัญหาจากการนำระบบไปใช้งาน เนื่องจากขาดความรู้เกี่ยวกับการลงรายการ และอนุกรมวิธาน ดังนั้นการฝึกอบรมผู้ใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อมุ่งไปสู่แนวคิดของการลงรายการ ศัพท์ควบคุม และดับลินคอร์เมทาดาทา
  2. Open Access การแบ่งปันแหล่งสารสนเทศเป็นต้นแบบสำหรับเครือข่ายสารสนเทศเพื่อการวิจัย ได้มีการจัดเตรียมต้นแบบสำหรับนักวิจัยเพื่อการนำเข้าผลงานและการเก็บรวบรวมผลงานวิจัย เพื่อให้เกิดการใช้สารสนเทศร่วมกันระหว่างประชาคมวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี ขณะที่เครือข่ายห้องสมุดก็ได้มีการนำดับลินคอร์เมทาดาทาไปใช้เพื่อเป็นมาตรฐานของการลงรายการหมวดหมู่ STKC (STKC category ) และรายการคำศัพท์ได้ถูกแนะนำเพื่อใช้ในการทำดัชนีเอกสารต่างๆ
  3. การแปลเว็บไซต์ดับลินคอร์เมทาดาทาเป็นภาษาไทย กลุ่มทำงานดับลินคอร์จะมีการแปลเอกสารดับลินคอร์เป็นภาษาไทย เป้าหมายเพื่อสนับสนุนความต้องการการใช้งานจากผู้ใช้ในสถาบันการศึกษารวมถึงหน่วยงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน

กลุ่มผู้ใช้ดับลินคอร์ประเทศไทย (Thailand DC Users Group)

จากการที่มีการนำดับลินคอร์ไปใช้กันพอสมควร และเริ่มมีการตื่นตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะกับหน่วยงานที่ไม่สามารถมีบรรณารักษ์ นักเอกสารสนเทศ หรือผู้ปฏิบัติงานระดับวิชาชีพได้นั้น การใช้ดับลินคอร์เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับการนำไปใช้ในการเก็บองค์ความรู้ของสิ่งพิมพ์ที่หน่วยงานมีอยู่ การจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้ดับลินคอร์ประเทศไทยจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ใช้ในองค์กร/หน่วยงานต่างๆ สามารถมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ปัญหาในการใช้งาน ข้อเสนอแนะต่าง ๆ โดยมีศูนย์สารสนเทศทางเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานในการเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานดับลินคอร์ นำความรู้ ความคืบหน้ามาเผยแพร่แก่สมาชิก การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตลอดจนการเสนอปัญหาที่พบและแนวทางแก้ไข รวมทั้งนำเสนอเทคนิคใหม่เพื่อสนับสนุนการทำงานของกลุ่มสมาชิก



Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.