ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เอกสารมรดกไทย-เอกสารมรดกโลก

ยูเนสโก (องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ-United Nations Educational, Scienctific and Culture Organizations-UNESCO)ได้ขึ้นทะเบียน
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชไว้ในทะเบียนความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World Register)
ใบประกาศขึ้นทะเบียนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช(มรดกความทรงจำแห่งโลก)
การขึ้นทะเบียนเอกสารมรดกโลกเป็นแผนงานของยูเนสโกในชื่อว่า แผนงานความทรงจำแห่งโลก “Memory of the World Programme” มีวัตถุประสงค์ที่จะอนุรักษ์หนังสือและสื่ออื่นๆ ที่ได้มีการผลิตขึ้นในแต่ละสังคมหรือแต่ละประเทศ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์เอกสารมรดกที่มีคุณค่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และคงเป็นประโยชน์ในอนาคต

ทะเบียนจารึก

อักษรไทยสุโขทัย
ภาษาไทย
ศักราชพุทธศักราช ๑๘๓๕
จารึกอักษรจำนวน ๔ ด้าน ด้านที่ ๑ และ ๒ มีด้านละ ๓๕ บรรทัด ด้านที่ ๓ และ ๔ มีด้านละ ๒๗ บรรทัด
วัตถุจารึกหินทรายแป้ง
ลักษณะวัตถุหลักสี่เหลี่ยมด้านเท่า ทรงกระโจมหรือทรงยอ
ขนาดวัตถุกว้างด้านละ ๓๕ เซนติเมตร สูง ๑๑๑ เซนติเมตร
บัญชี/ทะเบียนวัตถุสท.๑(สท./๑)
คณะกรรมการพิจารณาและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์, สำนักนายกรัฐมนตรี.ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑ (กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ๒๕๒๑)เรียกศิลาจารึกหลักนี้ว่า”จารึกหลักที่ ๑”
พบเมื่อพุทธศักราช ๒๓๗๖
สถานที่พบเนินปราสาทเมืองเก่าสุโขทัย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย
ผู้พบพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภาษาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพมหานคร
พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือประชุมศิลาจารึกสยาม ภาคที่ ๑, ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๑,ศิลาจารึกสุโขทัย หลักที่ ๑ จารึกพ่อขุนรามคำแหงและจารึกสุโขทัย

ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หรือ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ เป็นจารึกหลักแรกที่ภาษาไทยและตัวอักษรไทย ซึ่งพ่อขุนรามมคำแหงทรงประดิษฐ์ขึ้นเป็นต้นเค้าของตัวอักษรและวิธีเขียนหนังสือไทยในปัจจุบันโดยมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงบ้างแต่ยังคงเอกลักษณ์เดิม

การอ่านจารึก

ผู้อ่านจารึกได้เป็นคนแรกคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คาดการณ์ว่าเริ่มพยายามศึกษาตั้งแต่ครั้งยังผนวชอยู่ ในเรื่องที่เกี่ยวกับจารึกนั้นโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณจ้า
กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงเป็นแม่กองคณะนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันคัดตัวอักษรจากแผ่นศิลาจารึกลงบนแผ่นกระดาษ 1)

หลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง

ข้อความคัดจากการประชุมจารึกสยาม ภาคที่ ๑ - จารึกสุโขทัย ซึ่งศาสตราจารย์ยอช เซเดส์เป็นผู้ชำระและแปล เนื้อความดังต่อไปนี้

เมื่อปีมะเส็ง เบญจศก ศักราช ๑๙๙๕ (พ.ศ.๒๓๗๖) เสด็จไปประพาสเมืองเหนือนมัสการเจดีย์ สถานต่างๆ ไปโดยลำดับประทับเมืองสุโขทัย เสด็จไปเที่ยวประพาสพบแผ่นศิลา(พระแท่นมนังคศิลา)แผ่นหนึ่ง เขาก่อไว้ริมเนินปราสาทเก่าหักพังอยู่เป็นที่นับถือกลังเกรงของหมู่มหาชน ถ้าบุคคลไม่เคารพเดินกรายเข้าไปใกล้ให้เกิดการจับไข้ไม่สบาย ทอดพระเนตรเห็นแล้วเสด็จตรงเข้าไปประทับแผ่น ณ ศิลานั้น ก็มิได้มีอันตราสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยอำนาจพระบารมี เมื่อเสด็จกลับวันสั่งให้ทำการชะลอลงมาก่อเป็นแท่นไว้ที่วัดราชาธิวาส ครั้งภายหลังเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว (รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)ดำรัสสั่งให้นำไปไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสนาราม อนึ่งทรงได้เสาศิลาจารึกอักษรเขมรเสาหนึ่ง จารึกอักษรไทยโบราณเสาหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น

ที่ที่พบศิลาจารึกหลักนี้ไม่ปราก ฎแน่ชัด แต่คิดว่าจารึกนี้คงจะใกล้ๆ กับพระแท่นมนังคศิลาเพราในจารึกหลักนี้ด้านที่สามมีกล่าวถึงพระแท่นมนังคศิลา ซึ่งทำให้คิดว่า ศิลาจารึกหลักนี้จะได้ในเวลาฉลองพระแท่นนั้น เพราะฉะนั้นศิลาจารึกหลักนี้คงจะอยู่ใกล้ๆ กับพระแท่นนั้น คือ บนเนินปราสาทนั้นเอง พระแท่นนั้น เมื่อชะลอลงมากรุงเทพฯแล้ว เดิมเอาไว้ที่วัดราชาธิวาสก่อทำเป็นแท่นที่ประทับไว้ตรงใต้ต้นมะขามใหญ่ ข้างหน้าพระอุโบสถภายหลังเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสวย ราชย์เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔ ได้โปรดให้เอามาก่อแทนประดิษฐานไว้ที่หน้าวิหารพระคันธาราฐในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่มาจนถึงในรัชกาลปัจจุบันนี้
เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเศกสมโภชใน พ.ศ. ๒๔๕๔ จึงโปรดให้ย้ายไปทำเป็นแท่นเศวตฉัตรราชบัลลังก์ ประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทปรากฎอยู่ในทุกวันนี้

ส่วนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนั้น ครั้นพระบาทสมเด็จฯพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศ โปรดให้ส่งหลักศิลานั้นมาด้วย

ภายหลังเมื่อได้เสวยราชย์ พระเจ้าเกล้าอยู่หัวโปรดฯ ให้ย้ายจากวัดบวรนิเวศ เอาเข้าไปตั้งไว้ศาลารายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามข้างด้านเหนือ พระอุโบสถหลังที่สองนับแต่ทางตะวันตก อยู่ ณ ที่นี้ต่อมาช้านานจนปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ จึงได้ย้ายเอามารวมไว้ที่หอพระสมุด

เรื่องหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ที่นักปราชญ์ชาวยุโรปแต่งไว้ในหนังสือต่างๆ นั้นมีอยู่ในบัญชีท้ายคำนำภาษาฝรั่งแล้ว ส่วนนักปราชญ์ไทยแต่ขึ้นนั้นได้เคยพิมพ์ในหนังสือวชิรญาณเล่มที่ ๖ หน้า ๓๕๗๔ ถึง ๒๕๗๗ ในหนังสือเรื่องเมืองสุโขทัยในหนังสือพระราชนิพนธ์เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง และในประชุมพงศาวดารภาคที่หนึ่ง

เรื่องที่มีในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงนี้ แบ่งออกได้เป็นสามตอน
ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ ถึง ๑๘ เป็นเรื่องพ่อขุนรามคำแหงเล่าประวัติของพระองค์ตั้งแต่ประสูติจนได้เสวยราชสมบัติ ใช้คำว่า “กู” เป็นพื้น
ตอนที่ ๒ ไม่ใช่คำว่า “กู” เลย ใช้ว่า “พ่อขุนรามคำแหง” เล่าเรื่องประพฤติเหตุต่างๆ และธรรมเนียมในเมืองสุโขทัย เรื่องสร้างพระแท่นมนังคศิลา เมื่อ ๑๒๑๔ เมื่อสร้างพระมหาธาตุ เมืองศรีสัชนาไลย เมื่อ ม.ศ. ๑๒๐๗ และที่สุดเรื่องประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ.๑๒๐๕
ตอนที่ ๓ ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดสุดท้าย เข้าใจว่าจารึกภายหลังปลายปี เพราะตัวอักษรไม่เหมือนกับตอนที่ ๑ และที่ ๒ คือ ตัวพยัญชนะสั้นกว่าที่สระที่ใช้ก็ต่างกันบ้างตอนนี้(ที่ ๓ )เป็นคำสรรเสริญและขอพระเกียรติคุณพ่อขุนรามคำแหง และกล่าวถึงอาณาเขตเมืองสุโขทัยที่แผ่ออกไปในครั้งกระโน้น

ผู้แต่ศิลาจารึกนี้ เพื่อจะเป็นพ่อขุนรามคำแหงทรงเล่าเอง มิฉะนั้นก็คงตรัสสั่งให้แต่งและจารึกไว้ มูลเหตุที่จารึกไว้ คือเมื่อ ม.ศ.๑๒๑๔ (พ.ศ.๑๘๓๕) ได้สะกัดกระดานหินพระแท่นมนังคศิลา ประโยชน์ของพระแท่นมนังคศิลาก็คือ ในวันพระอุโบสถพระสงฆ์ได้ใช้นั่งสวดพระปาติโมกข์และแสดงธรรมถ้าไม่ใช้วัดอุโบสถพ่อขุนรามคำแหงก็ ได้ประทับนั่งพระราชทานราโชวาทแก่ข้าราชบริพาร และประชาราษฎรทั้งปวงที่มาเฝ้า และเมื่อปี ม.ศ.๑๒๑๔ (พ.ศ.๑๘๓๕) นับเป็นปีที่สำคัญมากในรัชกาลของพ่อขุนรามคำแหง เพราะเป็นปีแรกที่ได้แต่งตั้งราชฑูตไปเมืองจีน

ศิลาจารึกกรุงสุโขทัยที่มีอยู่ในหอสมุดนี้ เริ่มรวบรวมแต่ในรัชกาลที่ ๓ มีจดหมายเหตุปรากฎว่า เมื่อ พ.ศ.๒๑๗๖ พระบาทสมเด็จฯพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงผนวชมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๒ ประทับอยู่ ณ วัดราชาธิราชเสด็จขึ้นไปธุดงค์ทางมณฑลฝ่ายเหนือถึงเมือพิษณุโลก สวรรคโลกและเมืองสุโขทัย เมื่อเสด็จไปถึงเมืองสุโขทัยครั้งนั้นทอดพระเนตรเห็นศิลาจารึก ๒ หลักคือ ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง(หลักที่ ๑ )
และศิลาจารึกภาษาเขมรของพระมหาธรรมราชาลิไทย(หลักที่ ๔) กับแท่นมนังศิลาอยู่ที่เนินปราสาท ณ พระราชวังกรุงสุโขทัยเก่าราษฎรเช่นสรวงบูชานับถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรัสถามว่าของทั้งสามสิ่งนั้นเดิมอยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้เอามารวบรวมไว้ตรงนั้น ก็หาได้ความไม่ ชาวสุโขทัยทราบทูลว่าแต่ว่าเห็นรวบรวมอยู่ตรงนั้นมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพิจารณาดูเห็นว่าเป็นของสำคัญจะทิ้งไว้เป็น อันตรายเสีย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งมากรุงเทพฯเดิมเอาไว้ที่วัดราชาธิวาส ทั้งสามสิ่ง พระแท่นมนังคศิลานั้นก่อทำเป็นแท่นที่ประทับไว้ตรงใต้ต้นมะขามใหญ่ ข้างหน้าพระอุโบสถ ครั้นเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศ โปรดฯ ให้ส่งหลักศิลาทั้งสองนั้นมาด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพยายามอ่านหลักศิลาของพ่อขุนรามคำแหง เอง แล้วโปรดฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณะเจ้าพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ พร้อมด้วยล่ามเขมรอ่านแปลหลักศิลาของพระธรรมราชาลิไทย ได้ความทราบเรื่องทั้งสองหลัก ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ เสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ ต่อมาจึงโปรดฯ ให้ย้ายพระแท่นมนังคศิลามาก่อแท่นประดิษฐานไว้หน้าวิหารพระคันธารราฐในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม…

“ในรัชกาลที่ ๕ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๐ พระยาโบราณราชธานินทร (พร เดชะคุปต์) ได้พบศิลาจารึก(หลักที่ ๕ ) ที่วัดใหม่(ปราสาททอง) อำเภอนครหลวงแขวงจังหวัดอยุธยาหลักหนึ่งแต่มีรอยถูกลบมีจนตัวอักษรลบเลือนโดยมากแต่ยังมีเหลือพอทราบได้ว่าเป็นจารึกกรุงสุโขทัย สืบถามว่าใครได้มาแต่เมื่อใดก็หาได้ความไม่ พระยาโบราณฯจึงได้ย้ายมารักษาไว้ในอยุธยา พิพิธภัณฑ์สถาน กรมพระยาดำรงราชนุภาพเสด็จขึ้นไปทอดพระเนตร ทรงพยายามอ่านหนังสือที่ยังเหลืออยู่ ได้ความว่าเป็นศิลาจารึก ของพระธรรมราชาลิไทย คู่กับหลักภาษาเขมรซึ่งอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม คือ จารึกความอย่างเดียวกัน เป็นภาษาเขมรหนึ่งหลัก ภาษาไทยหนึ่งหลักเดิมคงตั้งคู่กันไว้ จึงรับสั่งให้ส่งหลักศิลาจารึกนั้นลงไปไว้ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามด้วยกัน กับหลักภาษาเขมร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้มาจากเมืองสุโขทัยศิลาจารึก ทั้ง ๓ หลักนั้นอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จนย้ายมายังหอพระสมุด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ 2)


1) ประมวลข้อมูลเกี่ยวกับจารึกพ่อขุนรามคำแหง. (2547). กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.
2) โพธิ์ แซมลำเจียก. (2515).9 มหาราชของไทย. นครหลวงฯ : ธรรมบรรณาคาร.

Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.