พระราชประวัติ : พระนามและการศึกษา

พระนาม

สำหรับพระนามของพ่อขุนรามคำแหง มีผู้เชี่ยวชาญศึกษาและระบุไว้หลายพระนาม เช่น ทรงพระนามว่า “ราม” บ้าง “เจ้าราม” บ้าง “รามราช” บ้าง “พระราม” บ้าง ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพระนามเดิมของพระองค์นั้นว่าอย่างไร ทราบแต่เพียงว่าทรงได้รับการตั้งพระฉายานาม โดยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ว่า “พระรามคำแหง” เนื่องจากทรงชนช้างชนะขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด เมื่อพระชนมายุได้ ๑๙ พรรษา หากพิจารณาในอีกด้านหนึ่ง
คำว่า “ราม” ในบางความหมาย แปลว่า “กลาง” บางความหมาย แปลว่า “เล็ก”
คำว่า “คำแหง” ความหมาย แปลว่า “ผู้กล้าแข็ง” หรือ “เก่งกาจ”
คำว่า “พระรามคำแหง” จึงอาจมีความหมาย แปลว่า “หนุ่มน้อยผู้มีความเก่งกล้า สามารถเป็นเลิศ” ก็อาจเป็นไปได้
ทั้งนี้เพราะพระองค์มีพระชนมายุเพียง ๑๙ พรรษาเท่านั้น ก็สามารถชนช้างชนะขุนสามชนได้แล้วหรืออีกนัยหนึ่ง คำว่า “พระรามคำแหง” อาจมีความหมาย แปลว่า “ลูกชายคนเล็กที่เก่งกล้า สามารถเป็นเลิศ” ก็อาจเป็นได้เช่นกัน1)

แต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่องพระร่วงว่า การที่คนทั้งหลายชอบเรียกกันว่า”พระร่วง” มาแต่โบราณจนทุกวันนี้คงเป็นเพราะพ่อขุนรามคำแหง ทรงพระนามเดิมว่า “เจ้าร่วง” อยู่ก่อน ครั้นพระปิตุราชทรงสถาปนาเป็น “พระรามคำแหง” คนทั้งหลายเปลี่ยนแต่คำหน้าเรียก “พระร่วง” ตามสะดวกปาก หรือจะเรียกกันว่า “พระร่วง” มาแต่เดิมแล้วและคงเรียกกันอยู่อย่างเดิมก็เป็นได้ เมื่อได้เสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ในหนังสือเก่ายังเรียก “พระร่วง” ก็มี ดังเช่นในหนังสือพงศาวดารเชียงใหม่ กล่าวว่า พระยาเมงรายสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อปีชวด พ.ศ. ๑๘๓๕ (ศักราชตรงกับรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง)ได้เชิญพระยางำเมือง เจ้าเมืองพะเยา กับ “พระยาร่วง” เจ้าเมืองสุโขทัยอันเป็นมิตรสหายไปปรึกษาหารือกัน เห็นได้เป็นหลักฐานว่า “พระร่วง” นั้น คือพ่อขุนรามคำแหงมิใช่พระองค์อื่น2)

การศึกษา

เมื่อทรงพระเยาว์ พ่อขุนรามคำแหงได้รับการศึกษาแบบพราหมณ์ กับท่านอาจารย์อุสุเทพฤๅษีโดยศึกษาวิชาไตรเพท ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยพระเวท ๓ อย่าง ได้แก่
๑. ฤคเวท ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า
๒. ยชรุเวท บทสวดอ้อนวอนในยัญพิธีต่างๆ
๓. สามเวท ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในยัญพิธี
และได้เรียนวิชาเวทมนตร์คาถาเพิ่มเติมกับท่านอาจารย์สุกกทันตฤาษี ณ เมือง ละโว้ (ลพบุรี) เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกับพระยางำเมืองซึ่งภายหลังเป็นเจ้าเมืองพะเยา และพระยาเมงรายซึ่งภายหลังเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่
การศึกษาเกี่ยวกับคาถาเวทมนตร์ในสมัยสุโขทัยนั้นเข้าคู่กับเรื่องของผี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมัยนั้นอิทธิพลของพราหมณ์มีมากและเข้ามาก่อนพระพุทธศาสนา หลักฐานข้อความตอนหนึ่งในศิลาจารึกที่แสดงถึงการนับถือผีในสมัยสุโขทัย กล่าวไว้ว่า
“เบื้องหัวนอนสุโขทัย มีพระขะพุงผี เทพกาใขเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล ไหว้ดีพลีถูกเมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คุ้มบ่เกรง เมืองนี้หาย”
อย่างไรก็ตาม สมัยต่อมา พ่อขุนรามคำแหง ได้ทรงศึกษาพระพุทธศาสนาเพิ่มเติมและทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง มีความเคารพน้อมน้อมต่อพระสงฆ์อย่างมั่นคง3)


1) สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง. น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ค้นข้อมูลวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓, จาก http://www.lib.ru.ac.th/pk/biography.html
2) สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยใน พระบรมราชูปถัมภ์. (๒๕๓๑).นวมหาราช. กรุงเทพฯ:สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยใน พระบรมราชูปถัมภ์.
3) จินดา เพชรมณีวรรณ. (๒๕๔๘). พ่อขุนรามคำแหงมหาราช:อัครมหากษัตริยแห่งอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ : อรุณรุ่ง.

Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.