Table of Contents

แหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่บริเวณภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 (ก่อตั้งเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรสยาม ในปี พ.ศ. 1781) ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เขตเทศบาลตำบลเมืองเก่า) อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง โดยห่างจากตัวเมืองสุโขทัยปัจจุบัน (เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนจรดวิถีถ่อง) สายสุโขทัย-ตาก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70 ตารางกิโลเมตร และมีโบราณสถานสำคัญที่น่าชมมากมาย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการประกาศคุ้มครองครั้งแรกตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2504 ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 โครงการฟื้นฟูอุทยานแห่งนี้ก็ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นแหล่งมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์ที่กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยภายใต้ชื่อว่า “เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร” (Historic Town of Sukhothai and Associated Historic Towns) รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://whc.unesco.org/en/list/574

ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เต็มไปด้วยโบราณสถานและวัดที่เก่าแก่สวยงาม อาทิ พระราชวัง ศาสนสถาน โบราณสถาน โดยมีคูเมือง กำแพงเมือง และประตูเมืองโบราณล้อมรอบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตร กว้างประมาณ 1.6 กิโลเมตร มีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในยังเหลือร่องรอยพระราชวังและวัดอีก 26 แห่ง วัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ

พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช


สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2518 ตั้งอยู่ริมถนนจรดวิถีถ่อง ทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ พระบรมรูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองผสมทองแดงรมดำ ขนาด 2 เท่าขององค์จริง สูง 3 เมตร ประทับนั่งห้อยพระบาทบนแท่นมนังคศิลาบาตร พระหัตถ์ขวาถือคัมภีร์ พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าทรงสั่งสอนประชาชน แท่นด้านซ้ายมีพานวางพระขรรค์ไว้ข้าง ๆ ลักษณะพระพักตร์เหมือนอย่างพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนต้น ที่ถ่ายทอดความรู้สึกว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีน้ำพระทัยเมตตากรุณา ยุติธรรม มีความเด็ดขาดในการปกครองแบบพ่อปกครองลูก ที่ด้านข้างมีภาพแผ่นจำหลักจารึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของ พระองค์ตามที่อ้างถึงในจารึกสุโขทัย

กำแพงเมืองสุโขทัย

ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึก เรียกว่า ตรีบูร มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีขนาดกว้าง 1,300 เมตร ยาว 1,800 เมตร กำแพงชั้นในเป็นศิลาแลงก่อบนคันดิน กำแพง 2 ชั้นนอกเป็นคูน้ำสลับกับคันดิน นอกจากทำหน้าที่ป้องกันข้าศึกแล้วคูน้ำยังใช้ระบายน้ำไม่ให้ไหลท่วมเมืองอีกด้วย ระหว่างกึ่งกลางแต่ละด้านมีประตูเมือง และป้อมหน้าประตูด้วย

วัดมหาธาตุ

ตั้งอยู่กลางเมือง เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุด และวัดสำคัญของกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือทรงดอกบัวตูม เป็นศิลปะแบบสุโขทัยแท้ ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน รายรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน คือ ปรางค์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่ทิศทั้ง 4 และเจดีย์ทรงปราสาทก่อด้วยอิฐที่ได้รับอิทธิพลมาจากล้านนา จากการสำรวจพบว่าบริเวณวัดมหาธาตุมีเจดีย์แบบต่างๆ มากถึง 200 องค์ วิหาร 10 แห่ง ซุ้มพระ (มณฑป) 8 ซุ้ม พระอุโบสถ 1 แห่ง ตระพัง 4 แห่ง ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปประดิษฐานที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ที่ด้านเหนือ และด้านใต้ของเจดีย์มหาธาตุมีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า “พระอัฏฐารศ”

วัดชนะสงคราม

เดิมเรียกว่า วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของวัดมหาธาตุและอยู่ใกล้กับศาลหลักเมือง วัดชนะสงครามมีลักษณะเด่นคือ เจดีย์ทรงระฆังกลมขนาดใหญ่เป็นเจดีย์ประธาน มีวิหาร โบสถ์ และเจดีย์รายเนิน ปราสาทพระร่วง หรือ เขตพระราชวังในสมัยสุโขทัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับวัดมหาธาตุ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวสันนิษฐานว่าบริเวณนี้ เคยเป็นฐานปราสาทราชวังของกษัตริย์เมืองสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบฐานอาคารแบบฐานบัวค่ำและบัวหงาย มีลักษณะเป็นฐานสูงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 27.50 x 51.50 เมตร มีบันไดที่ด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งยังมีเจดีอีกรูปหนึ่งที่เรียกว่า เจดีย์ทรงวิมาน ลักษณะมีหลังคาซ้อนหลั่นขึ้นไปเป็นชั้นๆ พบอยู่ 2 องค์ขนาบอยู่ด้านข้างเจดีย์ประธาน(ด้านทิศตะวันออก) เจดีย์ทรงวิมานนี้ยังปรากฏที่โบราณสถานอื่นอีกเช่น เจดีย์รายที่วัดตระพังเงินเมืองสุโขทัย และเจดีย์รายที่วัดเจดีย์เจ็ดแถวเมืองศรีสัชนาลัย สันนิษฐานว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างเพิ่มเติมในระยะเวลาต่อมา เมื่อสุโขทัยอยู่ในราชอาณาจักรอยุธยาแล้ว

เนินปราสาทพระร่วง

หรือเขตพระราชวังในสมัยสุโขทัย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกติดกับวัดมหาธาตุ มีโบราณสถานแห่งหนึ่งเรียกว่า เนินปราสาท พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นฐานปราสาทราชวัง ของกษัตริย์เมืองสุโขทัย กรมศิลปากรได้ขุดแต่งบูรณะ เมื่อ พ.ศ. 2526 พบฐานอาคารแบบฐานบัวค่ำ บัวหงาย มีลักษณะเป็นฐานสูงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 27.50×51.50 เมตร มีบันไดที่ด้านหน้า และด้านหลัง

วัดตระพังเงิน

คำว่า “ตระพัง” เป็นเป็นภาษาขอม หมายถึง สระน้ำหรือหนองน้ำ เป็นโบราณสถานสำคัญ ตั้งอยู่บริเวณขอบตระพังเงินด้านทิศตะวันตกของวัดมหาธาตุ ห่างจากวัดมหาธาตุ 300 เมตร โบราณสถานนี้ไม่มีกำแพงแก้ว ประกอบด้วยเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือทรงดอกบัวตูมเป็นประธาน บริเวณเรือนธาตุทั้งสี่ด้านประดิษฐานพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปปางลีลา ด้านหน้ามีวิหารประกอบ 7 ห้อง ฐานและเสาก่อด้วยศิลาแลง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ตรงกลางตระพังเป็นเกาะขนาดเล็กเป็นที่ตั้งพระอุโบสถ

วัดสระศรี

เป็นวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานสำคัญตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ชื่อว่า ตระพังตระกวน และสิ่งสำคัญของวัดประกอบด้วยเจดีย์ประธานเจดีย์ทรงระฆัง เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงการรับพุทธศาสนาจากลังกาของสุโขทัย บางครั้งจึงเรียกเจดีย์แบบนี้ว่า เจดีย์ทรงลังกา ด้านหน้าวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย มีเจดีย์ขนาดเล็ก ศิลปะศรีวิชัยผสมลังกา ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ มีซุ้มพระพุทธรูป 4 ทิศ ด้านหน้ามีเกาะกลางน้ำขนาดย่อมเป็นที่ตั้งของพระอุโบสถขนาดเล็ก ซึ่งเป็นความเชื่อถือแบบพุทธที่ใช้น้ำในความหมายของความบริสุทธิ์ของขอบเขต เรียก ว่า อุทกสีมา หรือ นทีสีมา ที่กันไว้เป็นเขตสำหรับให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม

วัดศรีสวาย

เดิมเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของวัดมหาธาตุ ห่างออกไปประมาณ 350 เมตร โบราณสถานที่สำคัญตั้งอยู่ในกำแพงแก้ว ประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์ มีคูน้ำล้อมรอบปรางค์สามองค์ รูปแบบศิลปะลพบุรี ลักษณะของปรางค์ค่อนข้างเพรียว ตั้งอยู่บนฐานเตี้ยๆ ลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หยวน เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองสุโขทัย ทรงพบรูปพระอิศวรและและโบราณวัตถุหินจำหลักเป็นทับหลังรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ รูปพระนารายณ์สี่กร และชิ้นส่วนของเทวรูปและศิวลึงค์ทำด้วยสำริด จึงทรงสันนิษฐานว่า วัดนี้คงเป็นสถานที่พวกพราหมณ์ใช้ทำพิธีโล้ชิงช้า (ตรียัมปวาย) แต่ต่อมาเมื่อคนไทยเข้ามาครอบครองกรุงสุโขทัย วัดนี้จึงถูกดัดแปลงให้เป็นวัดทางพระพุทธศาสนา

ศาลตาผาแดง

ตั้งอยู่ติดกับตระพังตระกวน วัดสระศรี ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และใกล้กับประตูเมืองด้านเหนือ โดยลักษณะเป็นโบราณสถานตามแบบศิลปเขมร ก่อด้วยศิลาแลง ศิลปะเขมรสมัยนครวัด (พ.ศ. 1650-1700) คือ ส่วนล่างเป็นฐานบัวลูกฟัก ส่วนเรื่อนธาตุมีห้องยาวยื่นออกไปจากตัวปราสาททางด้านตะวันออกและตะวันตก โดยห้องด้านตะวันออกมีความยาวกว่าด้านตรงข้ามส่วน ยอดปราสาทพังทลาย ต่อมากรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะศาลนี้ซึ่งได้พบชิ้นส่วนประติมากรรมรูปเคารพสลักจากศิลาลอยตัว จำนวน 4 องค์ มีทั้งรูปบุรุษและสตรี สันนิฐานว่าเป็นรูปเคารพเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ประดับด้วยเครื่องทรงตกแต่งอย่างงดงาม เมื่อได้ศึกษาเปรียบเทียบแล้วอาจเทียบได้กับศิลปะแบบเขมรสมัยบายนตอนต้น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง

วัดตระพังทองหลาง

ตั้งอยู่ริมถนนจรดวิถีถ่อง ศิลปกรรมที่สำคัญคือ มณฑปรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อด้วยอิฐ ผนังด้านนอกประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น ตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากดาวดึงส์ ตอนประทานเทศนาโปรดพระพุทธบิดากับกษัตริย์ศากยราช และตอนเสด็จโปรดนางพิมพา นับเป็นศิลปกรรมชิ้นเอกของสุโขทัย

วัดศรีชุม

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ อยู่ห่างจากวัดพระพายหลวงไปทางทิศตะวันตก 800 เมตร โบราณสถานที่สำคัญ ได้แก่ พระอจนะ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร สูง 15 เมตร พระอจนะ มีความหมายว่า ผู้ไม่หวั่นไหว โดยพระพุทธรูปองค์นี้ได้รัปการบูรณะปฏิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ. 2496 ลักษณะของวิหารสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน ผนังแต่ละด้าน ก่ออิฐถือปูนอย่างแน่นหนา ผนังทางด้านใต้มีช่องให้คนเข้าไปภายใน และเดินขึ้นไปตามทางบันไดแคบๆ ถึงผนังด้านข้างขององค์พระอจนะ หรือสามารถขึ้นไปถึงสันผนังด้านบนได้ ภายในช่องกำแพงตามฝาผนังมีภาพเขียนเก่าแก่แต่เลอะเลือนเกือบหมด ภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี นอกจากนี้แล้วบนเพดานช่องบันไดยังมีแผ่นหินชนวนขนาดใหญ่แกะสลักลวดลายเรื่องชาดกต่าง ๆ มีจำนวนทั้งหมด 50 ภาพ

นอกจากนี้ยังได้ค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๒ เรียกว่า จารึกวัดศรีชุม ที่เล่าเรื่องราวการก่อตั้งราชวงศ์สุโขทัย คำว่า ศรี มาจากคำเรียกพื้นเมืองเดิมของไทยว่า สะหลี ซึ่งหมายถึงต้นโพธิ์ ดังนั้นชื่อ ศรีชุม จึงหมายถึง ดงของต้นโพธิ์ แต่ในหนังสือราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาที่เขียนในสมัยอยุธยาตอนปลาย ไม่เข้าใจความหมายนี้แล้ว จึงเรียกสถานที่นี้ว่า ฤาษีชุม เป็นที่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชมาประชุมทัพก่อนที่จะยกทัพไปปราบเมืองสรร คโลก อันเป็นที่มาของตำนาน พระพุทธรูปพูดได้ ที่เล่าขานกันต่อมา

เพราะเหตุใดวิหารวัดศรีชุมจึงมีความเร้นลับซ่อนอยู่อย่างนี้ เรื่องนี้หากพิจารณากันอย่างลึกซึ้งแล้วจะพบว่าพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงทรงพระปรีชาสามารถในด้านปลุกปลอบใจทหารหาญ และด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะผนังด้านข้างขององค์พระอจนะมีช่องเล็กๆ ถ้าหากใครแอบเข้าไปทางอุโมงค์แล้วไปโผล่ที่ช่องนี้ และพูดออกมาดังๆ ผู้ที่อยู่ภายในวิหารจะต้องนึกว่าพระอจนะพูดได้ และเสียงพูดนั้นจะกังวานน่าเกรงขาม เพราะวิหารนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่เดิมคงมีหลังคาเป็นรูปโค้งคล้ายโดม

วัดเชตุพน

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้ ศิลปกรรมที่น่าสนใจของวัดคือ มณฑปที่สร้างด้วยหินชนวน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบท คือ นั่ง นอน ยืน เดิน ขนาดใหญ่ ภายในมณฑปเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโดยมีการใช้วัสดุทั้งอิฐ หินชนวน ศิลาแลง ในการก่อสร้าง สิ่งที่น่าชมภายในวัด คือ กำแพงแก้วที่ล้อมรอบมณฑปจตุรมุขนี้สร้างจากหินชนวนที่มีขนาดใหญ่ และหนา โดยมีการสกัด และบากหินเพื่อทำเป็นกรอบ และซี่กรงเลียนแบบเครื่องไม้ และยังได้พบศิลาจารึกที่วัดนี้หลักที่ 58 จารึกในปี พ. ศ. 2057 กล่าวว่าเจ้าธรรมรังสีสร้างพระพุทธรูปในวัดนี้ ถัดมณฑปจตุรมุขและมณฑปย่อมุม ไปทางทิศตะวัดตก มีลานก่ออิฐ สูงราว ๑ เมตร สันนิษฐานว่าใช้เป็นที่ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์

วัดสรศักดิ์

ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองบริเวณวัดตระพังสอ วัดแห่งนี้ได้มีการค้นพบศิลาจารึกวัดสรศักดิ์ กล่าว่านายอินสรศักดิ์ได้ขอพระราชทานที่ดินจากออกญาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัย เพื่อสร้างอารามถวายครั้นสร้างเสร็จจึงนิมนต์พระมหาเถรธรรมไตรโลกฯ จากตำบลดาวขอน ผู้เป็นน้าของออกญาธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัย ให้มาจำพรรษาที่วัดนี้ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 1959 สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ขณะยังทรงพระเยาว์ได้เสด็จมาบำเพ็ญพระราชกุศลพร้อมพระราชมารดาและพระมาตุจฉาที่เมืองสุโขทัย การเสด็จคราวนี้พระมาตุฉาได้เข้าพำนักยังพระตำหนักหัวสนามเก่าด้านทิศตะวันตกติดกับวัดสรศัดิ์ ความในศิลาจารึกวัดสรศักดิ์นี่เองที่ช่วยชี้ตำแหน่งของพระตำหนักหรือวังของเจ้านาย ตลอดถึงกษัตริย์ของสุโขทัย ว่าน่าจะอยู่ตรงบริเวณทิศตะวันตกของวัดสรศักดิ์เหนือศาลตาผาแดง ลักษณะเด่นของวัดนี้คือ มีเจดีย์ทรงระฆัง หรือทรงลังกามีช้างล้อมรอบฐาน ตามความเชื่อว่าช้างเป็นสัตว์พาหนะของพระเจ้าจักรพรรด์ที่คู่ควรกับการเป็น สัตว์พาหนะค้ำจุนพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนตลอก 5,000 ปี

วัดช้างล้อม

โบราณสถานที่ใหญ่ที่สุดในเขตนอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออก มีแนวคูน้ำล้อมรอบอาณาบริเวณวัดอยู่ทั้งสี่ด้านกว้างประมาณ 100 เมตร ยาว 157 เมตร ภายในวัดซึ่งล้อมรอมด้วยคูน้ำ เป็นที่ตั้งของโบราณสถานขนาดใหญ่และเล็ก ซึ่งโบราณสถานกลุ่มใหญ่ประกอบด้วยเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาองค์ขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด ก่อด้วยอิฐ ที่ฐานเจดีย์มีช้างปูนปั้นโผล่ครึงตัวอยู่โดยรอบฐานเจดีย์ จำนวน 36 เชือก มีระเบียงและเสาเป็นศิลารอบเจดีย์ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีวิหารและเจดีย์รายด้านหน้าของวิหาร 8 องค์ ส่วนโบราณสถานกลุ่มเล็กซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของโบราณสถานกลุ่มใหญ่ประกอบด้วยโบสถ์ที่มีคูน้ำ ล้อมรอบและเจดีย์รายขนาดเล็ก 2 องค์ด้านหลังโบสถ์ วัดนี้ได้พบศิลาจารึกวัดช้างล้อม พ.ศ. 1827 เป็นจารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทยอายุราวพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นเรื่องราวการออกบวชของพนมไสดำ และการสร้างวัดในศาสนา

วัดสะพานหิน

ตั้งอยู่บนเนินเขา สูงประมาณ 200 เมตร ชื่อเรียกตามลักษณะทางเดินขึ้นโบราณสถานซึ่งมีทางเดินปูลาดด้วยหินชนวนจากตีนเขาขึ้นไปเป็นระยะทาง 300 เมตร สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ พระประธานเป็นพระพุทธรูปประทับยืนขนาดใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระปางประทานอภัย สูง 12.50 เมตร เรียกว่า “พระอัฏฐารศ” ประดิษฐานภายในวิหาร ซึ่งน่าจะตรงกับที่หลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหง ที่กล่าวถึงเบื้องตะวันตกของเมืองสุโขทัย ว่า “ในกลางอรัญญิก มีพิหารอันณึ่งบนใหญ่สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐานอันณึงลุกยืน” น่าจะเป็นวัดที่พ่อขุนรามคำแหงทรงช้างเผือกชื่อ รูจาครี เพื่อไปนพพระในวัดนี้ทุกวันพระข้างขึ้นและข้างแรม 15 ค่ำ

หอเทวาลัยมหาเกษตร

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตก ชื่อ เทวาลัยมหาเกษตร พบอยู่ในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงของพระธรรมราชาลิไท ซึ่งทำเมื่อปี พ.ศ. 1904 กล่าวถึงพระธรรมราชาลิไททรงประดิษฐานรูปพระมเหศวร(พระอิศวร)และรูปพระนารายณ์ไว้ที่เทวาลัยมหาเกษตร ในป่ามะม่วงนี้เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของพวกดาบสและพราหมณ์ทั้งหลายตั้งแต่ปี พ.ศ. 1892 รูปพระอิศวรและพระนารายณ์ เชื่อกันว่าตรงกับกลุ่มประติมากรรมรูปสำริดลอยตัว นุ่งผ้าและสวมเครื่องประดับ รัดต้นแขน อย่างงดงาม ที่เรียกว่าทรงเครื่อง ปัจจุบันแสดงอยู่ที่พิพธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคำแหง องค์ที่มีขนาดใหญ่นั้นคือ พระอิศวร สูง 3.08 เมตร และพระนารายณ์ สูง 2.67 เมตร ตัวโบราณสถานที่ประดิษฐานเทวรูปเหล่านี้มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผนังก่อด้วยอิฐ ทั้งผนังและมณฑปมีขนาดใหญ่หันหน้าสู่ทิศตะวันออก

วัดมังกร

โบราณสถานซึ่งประกอบด้วยเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาใหญ่สภาพชำรุดส่วนยอดหัก ก่อด้วยศิลาแลงและอิฐโดยรอบ มีกำแพงก่อด้วยอิฐและประดับซี่ลูกกรงซุ้มด้วยเครื่องเคลือบสังคโลก ฐานโบสถ์ก่อด้วยอิฐปูด้วยหินฉนวน ทางด้านทิศใต้ของฐานโบสถ์นอกกำแพงแก้ว ยังมีเจดีย์ทรงกลมแบบลังกาสภาพสมบูรณ์ฐานก่อด้วยศิลาแลง นอกจากนี้ยังมีฐานเจดีย์รายก่อด้วยอิฐอีกจำนวน 4 ฐาน วัดนี้ได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2507 และ 2512

วัดตึก

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตก ใกล้กับหอเทวาลัยมหาเกษตร และวัดป่ามะม่วง โบราณสถานที่สำคัญประกอบด้วยมณฑปเป็นประธานของวัด มีวิหารประกอบด้านหน้า และล้อมรอบด้วยเจดีย์รายจำนวน 13 องค์ ร่องรอยหลักฐานที่สำคัญของวัดนี้คือ ลวดลายปูนปั้นประดับอยู่บนผนังของมณฑปทางด้านทิศใต้ เป็นภาพเล่าเรื่องราวประวัติตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สำหรับด้านอื่นนั้นชำรุดไปมาก

วัดอรัญญิก

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันตก ในที่ลานเชิงเขา ในป่ากลางอรัญญิก ห่างจากประตูอ้อ 2.1 กิโลเมตร บริเวณด้านหน้าวัดมีบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมขุดลงไปใต้พื้นดินจนถึงชั้นศิลาแลง มีน้ำขังตลอดทั้งปี โบราณสถานที่สำคัญประกอบด้วย กลุ่มฐานกุฏิสงฆ์จำนวนมาก ซึ่งใช้สำหรับพระสงฆ์นั่งวิปัสสนาธรรม กุฏิสงฆ์มีขนาดเล็กสำหรับพระสงฆ์นั่งอยู่ภายในเพียงรูปเดียว มีอุโบสถ์ และวิหารซึ่งมีทางเดินปูด้วยหินเชื่อมต่อกัน นอกจากนี้ยังมีฐานเจดีย์รายอีกหลายองค์ โดยเจดีย์องค์ประธานเป็นทรงลังกา ฐานกลม องค์ระฆังเหลือครึ่งซีกจนถึงบัลลังก์ พบร่องรอยการบูรณะจึงมีรูปแบบผสมผสาน พบซากอุโบสถ ซากใบเสมาหินศิลปสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน สุโขทัย และอยุธยา มีคูน้ำล้อมเนินดิน

วัดแม่โจน

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศเหนือ ติดกับประตูศาลหลวง ทางด้านทิศตะวันออกของวัดพระพลายหลวง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัดแม่โจน์มีบ่อน้ำซึ่งใช้หินชนวนเป็นผนังมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร โบราณสถานประกอบด้วย วิหารขนาด 5 ห้อง ฐานกว้าง 7.5 x 11.45 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย ตอนท้ายของวิหารมีเจดีย์รายจำนวน 3 องค์

เขื่อนสรีดภงค์

หรือทำนบพระร่วง ตั้งอยู่บริเวณเมืองเก่า โดยอยู่ห่างจากกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 3 กิโลเมตร ทำนบนี้เป็นเขื่อนดิน (คันดิน) สำหรับกั้นน้ำอยู่ระหว่างซอกเขาคือ เขาพระบาทใหญ่ และเขากิ่วอ้ายมา ยาวประมาณ 447 เมตรที่สร้างขึ้นเพื่อกักน้ำ และชักน้ำไปตามคลองส่งน้ำมาเข้ากำแพงเมืองเข้าสระตระพังเงิน ตระพังทอง เพื่อนำไปใช้ในเมือง และพระราชวังในสมัยโบราณ ซึ่งในปัจจุบันกรมชลประทานได้ปรับปรุงบูรณะ และซ่อมแซมขึ้นใหม่ โดยได้รับการบูรณะคันสูงประมาณ 10 เมตร รับน้ำจากต้านน้ำลำธารจากเทือกเขาประทักษ์ เขาค่ายเขาเจดีย์งาม จำนวน 17 ลำธาร ซึ่งไหลมารวมกันและกักเก็บน้ำได้ประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร และระบายน้ำจาก สรีดภงษ์ ลงสู่คลองเขาหอเข้ามาสู่ตระพังต่างๆ ภายในเมืองสุโขทัย เขื่อนสรีดภงษ์ แสดงถึงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ และ ยังแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบชลประทานในสมัยสุโขทัยอีกด้วย

วัดเจดีย์สูง

อยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศตะวันออก ชื่อของวัดคงเรียกตามลักษณะของเจดีย์ประธานในวัด ที่ตั้งอยู่บนฐานที่สูงมาก สามารถมองเห็นองค์เจดีย์สูงได้แต่ไกล โดยเจดีย์มีความสูงจากส่วนฐานถึงยอด 33 เมตร ฐานเจดีย์กว้างด้านละ 14 เมตร ส่วนฐานก่อเป็นแท่นย่อมุมไม้ยี่สิบ ลักษณะคล้ายกับผนังของมณฑปแต่ก่อทึบทุกด้าน ส่วนยอดเจดีย์เป็นทรงระฆังกลม เจดีย์ประธานของวัดแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นลักษณะที่แตกต่างจากเจดีย์อื่นในสมัยสุโขทัย สันนิษฐานว่าวัดเจดีย์สูงน่าจะเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยตอนปลาย จากลักษณะการทำฐานสูง และลักษณะขององค์เจดีย์ก็พัฒนาการจากเจดีย์จำลองทำด้วยสำริดที่ได้จากวัดสระศรี เมืองสุโขทัย และเจดีย์เอนที่เมืองศรีสัชนาลัย

วัดมุมลังกา

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ปรากฏหลักฐานการสร้างวัด โดยนักวิชาการสันนิษฐานว่าอาจเป็นวัดลังการาม หรือวัดบูรพาราม วัดใดวัดหนึ่ง ตามที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกวัดอโสการาม โบราณสถานสำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานซึ่งปัจจุบันเหลือแต่ฐาน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นทรงระฆัง มีวิหารประกอบที่ด้านตะวันออก และเจดีย์รายอยู่โดยรอบบริเวณ ที่น่าสังเกตคือ มีอุโบสถ(โบสถ์)ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของฐานเจดีย์ประธาน อันเป็นรูปแบบแผนผังวัดที่พบในสมัยกรุงศรีอยุธยา

วัดอโสการาม

เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดสลัดได ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นวัดที่พบศิลาจารึกหลักที่ 93 เรียกว่า ศึลาจารึกวัดอโสการาม กล่าวถึง สมเด็จพระราชเทพีศรีจุฬาลักษณะ พระมเหสีของพระธรรมราชาธิราช ผู้เป็นโอรสของพระมหาธรรมราชาลิไท โปรดให้สร้างวัดแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 1942 แล้วได้นิมนต์สรภังคเถรให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัด โบราณสถานที่สำคัญประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือดอกบัวตูม แต่ปัจจุบันส่วนเรือนธาตุถึงยอดเจดีย์ได้หักพังลงมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีวิหาร มณฑป และเจดีย์ราย สร้างอยู่ภายในบริเวณคูน้ำล้อมรอบ ดังที่กล่าวไว้ในศิลาจารึก

วัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม

ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้ โบราณสถานล้อมรอบด้วยคูน้ำเช่นเดียวกับวัดทั่วไปในสุโขทัย รูปแบบของเจดีย์ทรงระฆังกลมซึ่งเป็นประธานของวัด ได้เปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบทั่วไปของสุโขทัยมีฐานเตี้ย แต่เจดีย์วัดศรีพิจิตรกิติลยาราม ตั้งอยู่บนฐานสูง เป็นฐานเขียงเหลี่ยมเรียบ 3 ชั้น ต่อด้วยฐานย่อมุมไม้ยี่สิบ แล้วจึงถึงองค์ระฆังกลมทางด้านตะวันออกของเจดีย์ได้พบอัฒจรรย์ คือลายบนพื้นเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งซีก(ครึ่งวงกลม)มีลวดลายเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ได้รับมาจากศิลปะลังกา

วัดแห่งน้ำมีชื่อเรียกของชาวบ้านเดิมว่า วัดตาเถรขึงหนัง ต่อมาได้พบศิลาจารึกที่ 46 ปรากฏชื่อเรียกวัดแห่งนี้ว่า ศรีพิจิตรกิติยาราม สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1941 โดยพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราชนากกรรโลก ซึ่งเป็นพระมเหสีของพระหาธรรมราชาลิไท และเป็นพระราชมารดาของพระธรรมราชาเจ้าเมืองสุโขทัยพระองค์หนึ่ง ได้โปรดให้นิมนต์พระเถระชั้นผู้ใหญ่จากเมืองกำแพงเพชรมาอำนวยการสร้างวัดนี้

วัดพระพายหลวง

เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากวัดมหาธาตุ เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่ และมีความสำคัญมากต่อประวิติศาสตร์สุโขทัย เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของสุโขทัย และก่อสร้างเพิ่มเติมสืบต่อกันมาจนถึงสมัยสุโขทัยตอนปลาย ผังวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น กลุ่มโบราณสถานตั้งอยุ่ตรงกลางในพื้นที่ที่มีคูน้ำล้อมรอบ คูน้ำแต่ละด้านมีความยาวประมาณ 600 เมตร คูชั้นนอกเรียกว่า คูแม่โจน วัดพระพายหลวงเป็นศูนย์กลางของชุมชน โบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดของวัด คือ พระปรางค์ 3 องค์ เป็นปรางค์ประธานของวัด ก่อด้วยศิลาแลง ศิลปะเป็นเขมรแบบบายน สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันเหลือที่สมบูรณ์เพียงองค์ด้านทิศเหนือ มีลวดลายปูนปั้นประดับเล่าเรื่องตามพุทธประวัติเหมือนกับปราสาทที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี และปราสาทปาลิไลย์ ในเมืองนครหลวงของเขมร มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ด้านหน้าของวัดเป็นอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น 4 อิริยาบถ คือนั่ง นอน ยืน เดิน

วัดพระบาทน้อย

โบราณสถานที่สำคัญืองสุโขทัย ท่านได้มาพำนักที่วัดตระกวนนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสันนิษฐานว่า คำว่า “ตระกวน” เป็นภาษาเขมรแปลว่า ผักบุ้ง โบราณสถานประกอบด้วย เจดีย์ประธานทรงระฆัง และอุโบสถ(โบสถ์)ประกอบที่ด้านตะวันออก ล้อมรอบด้วยคูน้ำ มีการค้นพบพระพุทธรูปสุโขทัยแบบที่เรียกว่า พระพุทธรูปแบบหมวดวัดตระกวน ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยแรกของสุโขทัยที่วัดแห่งนี้

วัดซ่อนข้าว

ตั้งอยู่ภายในกำแพงเมืองด้านเหนือใกล้กับประตูศาลหลวงเเละวัดสรศักดิ์ โบราณสถานที่สำคญคือเจดีย์ประธานทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่มีลักษณะของเรือนธาตุทึบตันเพื่อรองรับรูปดอกบัวตูม ปัจจุบันส่วนยอดพังทลาย นอกจากนี้ยังมีวิหาร มณฑป เเละฐานเจดีย์ราย 2 องค์ โบราณสถานทั้งหมดมีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ กรมศิลปากรขุดและบรูณะ เมื่อปี พ.ศ. 2508

วัดช้างรอบ

วัดนี้ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันตก ในเขตอรัญญิก บริเวณใกล้กับวัดอรัญญิก และวัดเขาพระบาทน้อย อยู่ห่างจากประตูอ้อไปทางทิศตะวันตกประมาณ 2.4 กิโลเมตร มีโบราณสถานที่สำคัญประกอบด้วย เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีช้างโผล่ครึ่งตัว มีจำนวน 24 เชือก พระอุโบสถอยู่ด้านหน้าเจดีย์ประธาน และมีเจดีย์ราย 5 องค์ ล้อมรอบเจดีย์ประธาน และโบสถ์

วัดใหม่

ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดมหาธาตุ ริมถนนจรดวิถีถ่อง โบราณสถานประกอบด้วยวิหารขนาดสูงใหญ่ ทำเป็นฐาน 2 ชั้นฐานชั้นล่างทำเป็นลานประทักษิณ ฐานชั้นบนประดับลายแข้งสิงห์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะอยุธยา บริเวณทางด้านหลังมีเจดีย์รายจำนวน 5 องค์ นอกจากนี้ทางด้านทิศเหนือห่างออกไปประมาณ 100 เมตร มีฐานเจดีย์ 9 ยอด ลักษณะเป็นเจดีย์องค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเจดีย์ขนาดเล็กอีก 8 องค์ ซึ่งส่วนยอดเจดีย์ทั้งหมดใด้พังทลายไปแล้วเหลือเพียงฐาน

วัดเจดีย์สี่ห้อง

ตั้งยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศใต้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของวัดเชตุพน ห่างไปประมาณ 100 เมตร โบราณสถานที่น่าสนใจ คือ ที่ฐานเจดีย์ประธานมีภาพปูนปั้นประดับโดยรอบปั้นเป็นรูปบุคคล รูปบุรุษ และสตรี สวมอาภรณ์ และเครื่องประดับ ในมือถือภาชนะ มีพรรณพฤกษางอกโผล่พ้นออกมาที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนั้นมีปูนปั้นรูปช้าง และสิงห์ประดับรูปบุคคล องค์เจดีย์ประธานเป็นทรงระฆังกลมที่ได้รับการบูรณะ ส่วนยอดเจดีย์ได้หักพังลง ภาชนะนี้เรียกว่า หม้อปูรณฆฎะ รูปบุคคลที่กล่าวถึงนี้หากพิจารณาบริเวณศรีษะ จะสังเกตุเห็นร่องรอยนาคหลายเศียรแผ่พังพานอยู่ด้านหลัง จึงแปลความหมายได้ว่าคือ มนุษย์นาค ซึ่งถือว่าเป็นเทพอยู่ในโลกบาดาลตามแบบอย่างคติที่นิยมในลังกา นอกจากนี้ยังมีปูนปั้นรูปช้างและสิงห์ประดับอยู่ด้วย เจดีย์ประธานซึ่งได้รับการบูรณะแล้ว เป็นทรงระฆังกลมส่วนยอดขององค์เจดีย์ได้พังทลายลง คงปรากฏส่วนปล้องไฉนตกอยู่ที่ฐานเจดีย์

แหล่งโบราณคดีเครื่องปั้นดินเผาสุโขทัย (เตาทุเรียง)

อยู่ใกล้วัดพระพายหลวง บริเวณแนวคูเมืองเก่าที่เรียกว่า “แม่โจน” เป็นเตาเผาถ้วยชามสมัยสุโขทัย มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ค้นพบเตาโดยรอบ 49 เตา ซึ่งส่วนใหญ่อยู่บริเวณคันคูแม่น้ำโจนด้านทิศเหนือ 37 เตา ด้านทิศใต้ข้างกำแพงเมือง 9 เตา และด้านทิศตะวันออก 3 เตา เตาเผาเครื่องสังคโลกมีลักษณะคล้ายประทุนเกวียนขนาดกว้าง 1.50 - 2.00 เมตร ยาว 4.5 เมตร เครื่องปั้นดินเผาที่พบบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นประเภทถ้วยชาม มีขนาดใหญ่ น้ำยาเคลือบขุ่น สีเทาแกมเหลือง มีลายเขียนสีดำ ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปดอกไม้ ปลา และจักร

ที่มาของข้อมูล



Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.