การปกครอง

พ่อขุนรามคำแหง มีการปกครองแบบพ่อปกครองลูก อันเป็นการปกครองระบบครอบครัว สร้างความอบอุ่นให้แก่ผู้ถูกปกครอง ใครมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจอะไรก็ไปบอกพ่อขุนได้โดยตรง โดยไปสั่นกระดิ่งที่ประตูเมือง ทั้งยังเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะราษฎรมีส่วนร่วมในการปกครอง ประชาชนในสุโขทัยมีสิทธิเสรีภาพมากมายตามที่พึงได้สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นั่นคือ สิทธิเสรีภาพในการเดินทางไปได้อย่างเสรี เสรีภาพในการประกอบอาชีพการงาน สิทธิเสรีภาพในที่ดินและบ้านเรือน สิทธิเสรีภาพในทรัพย์สิน สิทธิเสรีภาพในการได้รับความเป็นธรรม ที่สำคัญคือสิทธิเสรีภาพในการปกครองตนเอง

การแบ่งส่วนการปกครอง

การปกครองภายใน จัดเป็นส่วนภูมิภาคแบ่งเป็นหัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก และเมืองประเทศราช
1 หัวเมืองชั้นใน มีพระเจ้าแผ่นดินปกครองโดยตรง เมืองสุโขทัยเป็นราชธานี
เมืองศรีสัชนาลัย (สวรรคโลก) เป็นเมืองอุปราช
เมืองทุ่งยั้ง
เมืองบางยม
เมืองสองแคว(พิษณุโลก)
เมืองสระหลวง (พิจิตร)
เมืองพระบาง (นครสวรรค์)
เมืองตาก
เมืองคณฑี
2 หัวเมืองชั้นนอก เรียกว่าเมืองพระยามหานคร ให้ขุนนางผู้ใหญ่ปกครอง
ทางเหนือเมืองแพร่
ทางใต้ เมืองแพรก เมืองชัยนาท เมืองสุพรรณภูมิ เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เมืองตะนาวศรี
ทางตะวันออก เมืองหล่ม เมืองเพชรบูรณ์ เมืองศรีเทพ
3 หัวเมืองห่างไกล เป็นหัวเมืองประเทศราช ปกครองโดยเจ้าเมืองของเมืองนั้นเอง
ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เมืองน่าน เมืองชวา (หลวงพระบาง) เมืองเวียงจันทน์ เมืองเวียงคำ
ทางใต้ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองยะโฮว์ เมืองมะละกา
ทางตะวันตก เมืองทะวาย เมืองหงสาวดี เมืองมะละกา
ทุกๆปี เมืองประเทศราชจะต้องส่งเครื่องราชบรรณาการไปถวายพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย
ยามมีศึกสงครามเกิดขึ้นกับกรุงสุโขทัย ต้องยกทัพไปช่วยรบ

ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

สุโขทัยปกครองแบบระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจ้าปกครองบ้านเมืองตามแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แต่พ่อขุนรามคำแหงปกครองแบบพ่อปกครองลูกเป็นระบอบการปกครองแบบครอบครัว พ่อขุนรามคำแหงทรงมีเมตตากรุณาต่อพสกนิกรของพระองค์ถึงขนาดว่า “ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองชอบด้วยธรรมทุกคน” พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นประชาธิปไตย ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ประชาราษฎรมีสิทธิเสรีภาพ กล่าวคือ สิทธิในการไปมาค้าขาย สิทธิในทรัพย์สิน การรับมรดกตกทอด สิทธิที่จะแสวงหาความเป็นธรรมเสมอภาคกัน ที่สุดโอกาสที่จะแสวงหาความสุขโดยควรแก่อัตภาพก็มีอยู่เป็นอย่างยิ่งในสมัยสุโขทัย ศิลาจารึกประกาศไว้ว่า คนในเมืองสุโขทัยนั้น ใครจักมักเล่นเล่น ใครจักมักหัวหัว ใครจักมักเลื่อนเลื่อน เป็นการปกครองของประชาชนโดยประชาชน ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง พ่อขุนรามคำแหงทรงเป็นผู้นำประชาชนในทางธรรม ท่านเป็นผู้ยึดมั่นในคุณธรรมศีลธรรมเป็นอย่างยิ่ง เกิดจากความสัมพันธ์อันดีต่อกันในพระราชวงศ์ คือครอบครัวอบอุ่นสมาชิกในครอบครัวมีความรักใคร่กันดี พ่อแม่ผู้ปกครองตั้งตนอยู่ในคุณธรรมความเป็นบุพการี และบุตรตั้งตนอยู่ในความกตัญญูกตเวที ในหลักศิลาจารึกกล่าวคือ เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อตัวปลากูเอามาแก่พ่อกู กูได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปตีหนังวังช้างได้ กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงินได้ทอง กูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตาย ยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู ดังบำเรองแก่พ่อกู พี่กูตาย จึงได้เมืองแก่กูทั้งกลม แปลตามภาษาสมัยปัจจุบันว่า ในสมัยพระราชบิดาของข้าพเจ้าครองราชสมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้ช่วยเป็นกำลังอุดหนุนพระราชบิดามาตลอดรัชกาล ข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติพระราชมารดาของข้าพเจ้าเป็นอย่างดี ข้าพเจ้าออกไปล่าเนื้อได้เนื้อได้ปลามา ข้าพเจ้าก็เอามาถวายแก่พระราชบิดา ข้าพเจ้าได้ผลได้เปรี้ยวหวานมา เป็นส้มสูกลูกไม้อย่างไหนที่กินดีรสอร่อย ข้าพเจ้าก็นำมาถวายแก่พระราชบิดาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าออกไปล่าเนื้อได้เนื้อมาไปคล้องช้างได้ช้างมา ข้าพเจ้านำมาถวายแก่พระราชบิดารของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไปตีบ้านตีเมืองใด ได้ช้างได้วัว ได้เชลยศึกหญิง ได้เชลยศึกชาย ได้เงินได้ทอง ได้ทรัพย์สินสิ่งใดมา ข้าพเจ้าก็นำมาถวายเวนคืนแก่พระราชบิดาทั้งหมดทั้งสิน

รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย

รัฐธรรมนูญคืออะไร
ศิลาจารึกเป็นสัญญาประชาคม เช่นที่ประสิทธิ์ประสาทไว้ว่า พ่อเมืองจะไม่เอาจกอบในไพร่ ป่าหมากป่าพลูใครสร้างไว้ได้แก่มัน ผู้ใดล้มหายตายจาก ทรัพย์สินท่านไว้แก่ลูกมันสิ้นที่สุดการปกครองบ้านเมือง ยังให้ฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองปกครองกันเอาเอง ข้อความเหล่านี้มีจารึกไว้ และจารึกนี้ก็ “สถาบกไว้ จึงทั้งหลายเห็น” ศิลาจารึกหลักที่ 1 นี้เป็นปฐมรัฐธรรมนูญของไทย ศิลาจารึกนี้มีความสำคัญทางการเมืองด้วยเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดที่จะเรียกได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย เช่น ข้อความในศิลาจารึกเกี่ยวกับการที่พ่อขุนรามคำแหงขึ้นนั่งบนขดานหินพระแท่นมนังศิลาอาสน์ เพื่อให้ “ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุนฝูงท่วยถือบ้านถือเมืองกัน” เป็นการออกสภาราษฎร

ธรรมรัฐฉบับแรก

พ่อขุนรามคำแหงทรงความเมตตากรุณาที่มีต่อประชาชนในปกครองของพระองค์อย่างเต็มเปี่ยมด้วยวิธีการปกครองแบบพ่อปกครองลูกทำให้ประชาชนชื่นอกชื่นใจ ราชาที่ยิ่งใหญ่คือราชาที่ทำให้ประชาชนพอใจ เกิดความชื่นอกชื่นใจ ท่านสร้างประโยชน์สุขให้เกิดแก่ราษฎรได้เพราะทรงใช้ธรรมนำการปกครอง ใช้ธรรมเป็นอำนาจ จึงสร้างความสงบสุขให้ชีวิตราษฎรและประเทศชาติมีความเรียบร้อยตลอดรัชกาล คือธรรมรัฐสมัยสุโขทัย เป็นธรรมรัฐที่สร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในสังคมไทย

อำนาจทางการทหาร

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเป็นนักการทหารทรงรบชนะเจ้าเมืองฉอด
หลักฐานทางศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเก่งสามารถทางทหาร เพราะรบชนะขุนสามชน พระราชบิดาจึงขนานพระนามให้ว่า “รามคำแหง” ศิลาจารึกหลักที่หนึ่งกล่าวว่า “เมื่อกูใหญ่ขึ้นได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาที่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้าไพร่ฟ้าหน้าใส พ่อกูหนีญญ่ายพ่ายจะแจ กูบ่หนี กูขี่ช้างเนกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคำแหง เพื่อกูพุ่งช้างขุนสามชน”

ทรงแผ่พระอำนาจอาณาเขต

พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงขยายพระอำนาจอาณาเขตกว้างขวางไพศาล คือ

ทิศเหนือ มีอาณาเขตขยายไปถึงเมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองพลั่ว (ปัจจุบันคือเมืองบัว จังหวัดน่าน) จนไปถึงฝั่งโขงเมืองชวา (เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว)
ทิศใต้ มีอาณาเขตขยายไปถึงเมืองคณฑี (จังหวัดกำแพงเพชร) เมืองแพรก (จังหวัดชัยนาท) เมืองสุพรรณภูมิ(จังหวัดสุพรรณบุรี) เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี เมืองนครศรีธรรมราช จนถึงฝั่งทะเล
ทิศตะวันออก มีอาณาเขตขยายไปถึงเมืองสระหลวง (จังหวัดพิจิตร) เมืองสองแคว(จังหวัดพิษณุโลก) เมืองลุมบาจาย (อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์) สระคา ฝั่งโขง ถึงเวียงจันทร์ เวียงคำ
ทิศตะวันตก มีอาณาเขตขยายไปถึงเมืองฉอด (อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก) เมืองหงสาวดี (ประเทศพม่า) จดมหาสมุทรห้า (อ่าวเบงกอล)


Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.