การเขียนบทความวิจัย

หลังจากที่ได้ดำเนินการศึกษา ทดลองและวิจัยตามขั้นตอนและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว ผู้วิจัยก็มักจะเขียนรายงานวิจัย เพื่อเผยแพร่ผลงานที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาและจำนวนหน้าเอกสารที่นำเสนอจำนวนมาก ผู้ที่จะอ่านรายงานวิจัยมักจะเป็นผู้ที่ศึกษาหรือสนใจในเรื่องนั้นจริงๆ เท่านั้น แต่ช่องทางการเผยแพร่ผลงานนั้นมิได้มีเพียงรายงานวิจัยเท่านั้น อีกหนึ่งช่องทางของการเผยแพร่ผลงาน คือ บทความวิจัย ซึ่งจัดเป็นบทความทางวิชาการประเภทหนึ่ง ที่จะช่วยให้ผลงานวิจัยมีโอกาสเผยแพร่ได้กว้างขวางมากขึ้น เนื่องจากความยาวที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับรายงานการวิจัย การเรียบเรียงและการเขียนที่กะทัดรัด ได้ใจความ ผู้อ่านซึ่งไม่ใช่ผู้วิจัยก็สามารถเข้าใจได้ เป็นต้น

องค์ประกอบการเขียนบทความวิจัย

การเขียนบทความวิจัยประเภทการเขียนเชิงสรุปรายงานวิจัย ซึ่งเน้นนำเสนอผลงานวิจัย มีองค์ประกอบหลักๆ คือ
๑. ส่วนนำ ได้แก่ ชื่อเรื่อง และ ชื่อผู้เขียน
๒. ส่วนเนื้อหา ได้แก่ ความเป็นมา วัตถุประสงค์ของการวิจัย คำถามการวิจัย (ถ้ามี) สมมติฐาน (ถ้ามี) วรรณกรรม กรอบแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีวิจัย สรุปผลการวิจัย การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะจากการวิจัย
๓. ส่วนท้าย คือ เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม

๑. ส่วนนำ
๑. ชื่อเรื่อง คือ ชื่อของงานวิจัย
๒. ชื่อผู้เขียน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน เช่น วุฒิการศึกษา ตำแหน่ง และสถานที่ทำงานเพื่อติดต่อ
๒. ส่วนเนื้อหา
๑. บทคัดย่อหรือสาระสังเขป ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
๒. ความเป็นมาหรือปัญหาของการวิจัย ควรเร้าความสนใจหรือปูพื้นเนื้อหาที่จะนำเสนอ โดยเน้นที่ความจำเป็นที่จะต้องวิจัยในเรื่องดังกล่าว ปัญหาที่ต้องการหาคำตอบ
๓. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
๔. คำถามการวิจัย (ถ้ามี)
๕. สมมติฐาน (ถ้ามี)
๖. วรรณกรรม กรอบแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
๗. ระเบียบวิธีวิจัย นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือวิจัย ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล การดำเนินการทดลอง และการวิเคราะห์ข้อมูล
๘. สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยที่ตอบวัตถุประสงค์การวิจัยที่ตั้งไว้ในแต่ละข้อ ทุกข้อ
๙. การอภิปรายผล
๑๐. ข้อเสนอแนะจากการวิจัย เช่น ข้อเสนอสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป
๓. ส่วนท้าย
๑. เอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรม

วิธีการเขียนบทความวิจัย

วิธีการเขียนบทความวิจัย มีหลักกว้างๆ คือ ควรเขียนรายละเอียดของแต่ละประเด็นให้ชัดเจน ครอบคลุมเนื้อหา ครบถ้วน รวมถึงการเขียนให้เนื้อเรื่องต่อเนื่องสอดคล้องกัน ขณะที่ขั้นตอนการเขียนบทความวิจัย ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๖ ขั้นตอน คือ
๑. การเตรียมการ คือ การศึกษาแหล่งที่จะเผยแพร่เพื่อเรียนรู้รูปแบบการเขียน รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่มีการกำหนด และตัวอย่างบทความที่ได้ลงพิมพ์ ช่องทางการเผยแพร่บทความวิจัยนั้นมีหลายช่องทาง เช่น ส่งพิมพ์ในวารสารไทย วารสารต่างประเทศ หรือเสนอในงานประชุมสัมมนาทั้งในและต่างประเทศ
๒. การเตรียมบทคัดย่อ มีวารสารหลายชื่อ โดยเฉพาะวารสารต่างประเทศที่กำหนดให้ผู้เขียนส่งบทคัดย่อให้พิจารณาก่อน ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์ในการเขียนบทคัดย่อไว้ด้วยเช่นกัน
๓. การจัดทำต้นฉบับบทความ จากขั้นตอนที่๑ ที่ได้รู้จักกับรูปแบบการเขียน รวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ของวารสารที่จะลงพิมพ์ มาถึงขั้นนี้หากได้รับการตกลงให้ลงพิมพ์ ผู้เขียนก็จะต้องยึดตามกฎเกณฑ์ที่วารสารนั้นๆ กำหนดไว้ โดยเริ่มจากการจัดทำโครงเรื่อง (Outline) ซึ่งประกอบด้วย ชื่อบทความวิจัย เรื่องหรือหัวเรื่องย่อย แนวคิดของแต่ละเรื่องหรือหัวเรื่องย่อย และวัตถุประสงค์ในการเขียนบทความ
๔. การเขียนบทความวิจัยฉบับเต็ม จากโครงเรื่องในขั้นตอนที่แล้ว มานั้นขั้นนี้จะเป็นการขยายความเรื่องหรือหัวเรื่องย่อย
๕. การประเมินต้นฉบับ เพื่อประเมินหรือตรวจสอบความถูกต้อง และสมบูรณ์ของบทความ ในการประเมินนั้นผู้เขียนอาจจะประเมินด้วยตัวเอง คือ หลังจากเขียนเสร็จ อาจทิ้งวันสัก ๒-๓ วัน (ตามเวลาที่มี) แล้วกลับมาอ่านทบทวนอีกครั้ง หรือการขอให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน เพื่อขอคำแนะนำ
๖. การปรับปรุงต้นฉบับ จากการประเมินอาจมีประเด็นที่จะต้องแก้ไขปรับปรุง ไม่ว่าจะเรื่องเนื้อหา ถ้อยคำสำนวน เป็นต้น เพื่อให้งานเขียนมีความชัดเจน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ควรคำนึงในการเขียนบทความวิจัย

๑. ลำดับเนื้อหา ควรเริ่มจากเรื่องที่เป็นพื้นฐานไปสู่เรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น
๒. ความเชื่อมโยง เนื้อหาแต่ละส่วนต้องมีความเชื่อมโยงกัน
๓. ความถูกต้อง เนื้อหาที่นำมาเสนอจะต้องถูกต้อง ทั้งข้อความ ตัวเลข รวมถึงสถิติต่างๆ
๔. ภาษาเข้าใจง่าย
๕. นำเสนอประเด็นสำคัญๆ เนื่องจากความยาวของบทความวิจัยนั้นมีความยาวทั่วๆ ไปเพียง ๘-๑๐ หน้า ดังนั้นเนื้อหาที่เสนอจะต้องเป็นประเด็นหลักเท่านั้นต่างจากรายงานการวิจัย
๖. มีการอ้างอิง เพื่อบอกแหล่งที่มาขอข้อมูลที่อ้างอิงถึง
๗. นำเสนอเนื้อหาได้หลายรูปแบบ นอกจากความเรียง อาจจะแทรกกด้วยสถิติแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น

เนื่องจากความยาวของการนำเสนอเนื้อหาของบทความวิจัยนั้นสั้นกว่ารายงานการวิจัย ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนจะต้องคำนึงเป็นพิเศษ คือ เขียนให้สั้นกระชับแต่ครอบคลุมประเด็นสำคัญครบถ้วน เนื้อหาเชื่อมโยงต่อเนื่องกันโดยตลอด เหมาะกับผู้อ่านที่ไม่ใช่เฉพาะนักวิจัยในสาขาวิชานั้นๆ

แหล่งที่มาข้อมูล

สรุปความจาก
นภาลัย สุวรรณธาดา, ธิดา โมสิกรัตน์ และสุมาลี สังข์ศรี. การเขียนผลงานวิชาการและบทความ. การเขียนบทสรุปสำหรับผู้บริหาร. หน้า ๑๕๙-๑๗๒. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ภาพพิมพ์, ๒๕๕๓.


Personal Tools
Creative Commons License
STKS Online Learning โดย http://stks.or.th/wiki อนุญาตให้ใช้ได้ตาม สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย.