100mg Viagra

ความร่วมมือการใช้กลุ่มโอเพนซอร์ส

E-mail Print

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในองค์กร จำเป็นต้องพิจารณางบประมาณในเรื่อง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการพัฒนาบุคลากรว่ามากเกินความจำเป็นหรือไม่? กอรปกับปัญหาการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฎหมาย การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ และความเสี่ยงจากพระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2551 ส่งผลให้หน่วยงานหลายแห่งหันมาให้ความสนใจกับซอฟต์แวร์ในกลุ่มรหัสเปิด หรือที่เรียกว่า โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ (Open Source Software: OSS) โดยมีการศึกษาซอฟต์แวร์ในกลุ่มโอเพนซอร์สเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ หรือใช้ทดแทนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ต่างๆ แนวคิดการใช้งานซอฟต์แวร์รหัส เปิด (Open Source Software) เริ่มปรากฏเป็นรูปเป็นร่างที่แท้จริงแล้วในภาคปฏิบัติ เนื่องจากมีผู้สนใจด้านนี้รวมกลุ่มกันพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นการรวมพลังความคิด ความรู้ ความสามารถ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานด้านซอฟต์แวร์ จนกระทั่งวันนี้ผลผลิตแห่งภูมิปัญญา ได้ก่อให้เกิดซอฟต์แวร์ขึ้นจำนวนมากมาย ให้เราได้นำมาใช้ประโยชน์กัน และยังคงเดินหน้าพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ซอฟต์แวร์ รหัสเปิดมีการพัฒนาตั้งแต่โปรแกรมอำนวยความสะดวกขนาดเล็ก ไปจนถึงระบบปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพสูง หลายต่อหลายโปรแกรมได้รับการพัฒนาจนมีคุณภาพสูง ทั้งในด้านของประสิทธิภาพ และความเชื่อถือได้ จนได้รับความนิยมอย่างสูง และมีการนำไปประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับซอฟต์แวร์รหัสเปิดในกลุ่มของงานห้องสมุดและการจัดการทรัพยากร สารสนเทศในประเทศไทยนั้น ยังเพิ่งเป็นที่รู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ การรวมกลุ่มเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนา ยังอยู่ในระหว่างการเริ่มต้นเท่านั้น

การใช้โอเพนซอร์สในประเืทศไทย

หลายท่านอาจจะเกิดข้อสงสัยว่า “ซอฟต์แวร์รหัสเปิด” คืออะไร มีความหมายอย่างไร ใช้งานได้ดีเพียงใด เหมาะสมกับการนำมาประยุกต์ใช้งานในองค์กรได้จริงหรือไม่ และในลักษณะใด

ความหมายของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส

คำว่า “Open Source” หรือเขียนทับศัพท์เป็นภาษาไทยว่า “โอเพนซอร์ส” คือคำที่ใช้แทนคำว่า ฟรีซอฟต์แวร์ (Free Software) หรือ ซอฟต์แวร์เสรี ที่ให้เสรีภาพในการติดตั้ง การเรียกใช้งาน การแก้ไขปรับปรุง และการเผยแพร่โปรแกรม ไม่ว่าจะโดยการจำหน่ายหรือให้ฟรีก็ตาม แต่ที่สำคัญคือต้องแถมซอร์สโค้ด (Source Code) ไปด้วย ซึ่งแสดงหลักการทำงานของโปรแกรมโดยละเอียดทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่นำไปใช้งานหรือนักพัฒนาโปรแกรมต่างๆ สามารถศึกษาพัฒนาต่อยอดได้ โอเพนซอร์ส จึงเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์โดยวางอยู่บนแนวคิดที่อาศัยความร่วมมือของนักพัฒนา ทั่วโลก เพื่อสร้างซอฟต์แวร์ที่ดีกว่า และเป็นสิทธิของทุกๆ คนร่วมกันอย่างแท้จริง

โครงการซอฟต์แวร์ที่เป็นโอเพนซอร์ส จะมีเว็บไซต์ที่คนทั่วไปสามารถดูต้นฉบับของทุกโครงการ คำว่า “โอเพนซอร์ส” จะตรงข้ามกับโปรแกรมเชิงพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งมีเงื่อนไขว่า “ผู้ซื้อใบอนุญาตการใช้โปรแกรม จะไม่นำโปรแกรมไปวิเคราะห์เพื่อศึกษาการทำงานภายใน และผู้ขายทรงสิทธิความเป็นเจ้าของโปรแกรมไปตลอด” นอกจากนั้น โปรแกรมแบบโอเพนซอร์สสามารถใช้ได้ถูกกฎหมายโดยไม่ต้องเสียเงิน ในขณะที่โปรแกรมเชิงพาณิชย์ (หรือโปรแกรมมีลิขสิทธิ์) ต้องเสียเงินค่าใบอนุญาตใช้งาน หากนำมาใช้โดยไม่มีใบอนุญาต ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ และมีความผิดทางกฎหมาย

ดังนั้นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และซอฟต์แวร์เสรี จึงมีความหมายเดียวกัน และใช้แทนกันได้ โดยการพัฒนาซอฟต์แวร์จะอาศัยหลักการที่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนของ License ที่เรียกว่า Opensource License (เช่น GPL, BSD) การจะเป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สหรือไม่ ดูได้จาก License ที่ใช้ว่าตรงตามเกณฑ์ข้างต้นหรือไม่ ทั้งนี้เงื่อนไขต้องเปิดให้ศึกษาและแก้ไขได้อย่างเสรี ผู้ที่ได้รับซอฟต์แวร์ตาม License นั้น ไปจะได้รับสิทธิข้างต้นไปทั้งหมด เช่น สามารถนำไปลงกี่เครื่องก็ได้ หรือทำซ้ำกี่ชุดเพื่อการใช้งานหรือขายก็ได้ หรือปรับปรุงแล้วเผยแพร่ต่อไปก็ได้

สภาพการใช้โอเพนซอร์สและการส่งเสริมการใช้โอเพนซอร์สในประเทศไทย

ก่อนจะกล่าวถึงสภาพการใช้โอเพนซอร์สในประเทศไทย ขออธิบายถึงสภาพการใช้โปรแกรมเพื่อเป็นตัวอย่างประกอบอย่างง่ายๆ ดังนี้ ปกติเมื่อซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ผู้ใช้จะต้องเสียค่าใบอนุญาตใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์วินโดวส์ แต่ปัจจุบันมีทางเลือกใหม่เพิ่มขึ้น กล่าวคือ โปรแกรมลินุกซ์ (Linux) ซึ่งเป็นโอเพนซอร์สที่สามารถทำงานได้เทียบเท่าวินโดวส์ มี ลูกเล่นหลากหลายเป็นที่พอใจของผู้ใช้ และสามารถทำงานบนโน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์พีซี รวมถึงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และโปรแกรมมีความยาวเพียง 2 ล้านบรรทัด ซึ่งสามารถอ่านซอร์สต้นฉบับทั้งหมด ขณะที่ไมโครซอฟต์วินโดวส์มีความยาวประมาณ 75 ล้านบรรทัด

โปรแกรมมีลิขสิทธิ์ที่ซื้อมาพร้อมเครื่องนั้นมักจะมีขนาดโตเกินความจำเป็น เปลืองพื้นที่จัดเก็บ ซีพียูทำงานหนักเกินจำเป็น เปลืองไฟฟ้า และอาจจะทำงานบางอย่างที่ไม่มีใครบอกได้ ส่วนโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์นั้น ไม่มีการปกปิดกิจกรรมที่ทำ เพราะมีคนในวงการที่รู้เท่าทัน มีการตรวจต้นฉบับและทดสอบว่าโปรแกรมต้องเร็ว ต้องไว มีขนาดเล็ก เปลืองพื้นที่เม็มโมรี่และฮาร์ดดิสก์เล็กน้อย เข้าสู่สภาพความเป็นจริง และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจ

ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แล้วโปรแกรมบริหารห้องสมุด ที่ทำงานบนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณในงานจัดซื้อกว่า 10 ล้าน เสียเงินจริง แล้วใช้งานจริงเท่าไหร่? ถ้าเป็นโอเพนซอร์สไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และได้โปรแกรมทั้งหมด สมมติโปรแกรมมี 10 ยูนิต แต่ใช้งานจริง 2-3 ยูนิต ที่เหลือก็สามารถเรียนรู้ได้ในภายหลัง แต่วิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดในวงการโอเพนซอร์ส คือ การหาเพื่อนร่วมทาง และศึกษาไปด้วยกัน

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หน่วยงาน องค์กร ไม่ชอบโปรแกรมโอเพนซอร์สเพราะไม่มีเจ้าภาพ หรือไม่มีบริษัทที่รับผิดชอบ และเข้าใจว่าสิ่งใดที่ไม่มีเจ้าภาพนั้นเป็นของไร้ค่า แต่ซื้อสิ่งใดที่มีผู้ดูแล และมีการเซ็นสัญญาการให้บริการเป็นของมีค่า เมื่อมองในมุมกลับ การซื้อสิ่งใดที่ปกปิด เปิดให้ใช้งานเพียงอย่างเดียว และปกปิดเรื่องการพัฒนา ซึ่งวิธีการดังกล่าวนอกจากจะต้องเสียค่าใช่จ่ายสูง ไม่เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ รู้แค่ไหนก็เท่าเดิมตลอด และไม่มีสนามเรียนรู้ให้กับบุคลากรในหน่วยงาน ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อหน่วยงานเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อต้องการจะทำอะไรเกี่ยวกับระบบงาน ก็ต้องจ้างคนนอกมาทำให้ด้วยราคาแพงเสมอ จะง่ายหรือยากก็ต้องจ่าย

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นองค์กรหนึ่ง ที่เลือกใช้และส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เนื่องจากเป็นซอฟต์แวร์ที่เปิดเผยต้นฉบับ ให้เสรีภาพในการแจกจ่าย เผยแพร่และปรับปรุง นับเป็นนวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากทุกวงการ ทุกประเทศ เหตุผลประการสำคัญ คือ การปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย รวมทั้งยังเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สารอย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม ภายใต้การดำเนินการสนับสนุึนโอเพนซอร์สของ สวทช. มีหน่วยปฏิบัติการวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส โดยมีหน้าที่ในการพัฒนา และร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้มีคุณภาพสูง และตรงกับความต้องการของผู้ใช้โดยเฉพาะคนไทย จัดให้มีระบบสนับสนุนนักพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ไทย และจัดให้มีระบบสนับสนุนผู้ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไทย

ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งภายใต้สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งมีภารกิจหลักประการสำคัญ คือ การศึกษาและนำโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ที่ดีมาใช้งานให้คุ้มค่า ศวท. เห็นว่า การใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้เรียนรู้และฝีกหัดเขียนโปรแกรมที่สนใจได้มากกว่าโปรแกรมมีลิขสิทธิ์ (ห้ามแกะ ห้ามเรียนรู้) จึงได้มีการสนับสนุนให้มีการใช้โอเพนซอร์สทั่วทั้งสวทช. และแผ่ขยายไปยังหน่วยงานภายนอก โดยมีแนวคิดที่ว่า “เมื่อต้องเล่นดนตรี ควรชวนผู้อื่นที่สนใจร่วมเล่นดนตรีด้วย หากเล่นเก่งก็สามารถตั้งวง และทำเป็นธุรกิจได้”

ในช่วงปี 2551-2552 ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำหนังสือ “ขุมทรัพย์ซอฟต์แวร์เพื่อใช้งานในองค์กร: โอเพนซอร์สและฟรีแวร์” ออกมาเผยแพร่ฟรี พร้อมแผ่นซีดี บรรจุโปรแกรมสำหรับใช้งานกับพีซี เช่น Firefox XnView Joomla OpenOffice.org GIMP และอื่นๆ อีกมากมาย ท่านที่สนใจสามารถดาวน์โหลดทั้งหนังสือและโปรแกรมได้ฟรี

ตัวอย่างโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์และฟรีแวร์เพื่อใช้แทนโปรแกรมมีลิขสิทธิ์

Type of software Proprietary OSS & Freeware
 Web browser  Internet Explorer  Mozilla Firefox, Opera
 Word processing  Microsoft Word  OpenOffice.org Writer
 Presentations  Microsoft PowerPoint  OpenOffice.org Impress
 Spreadsheets  Microsoft Excel  OpenOffice.org Calc
 Graphic editing  Adobe Photoshop  GIMP
 PDF Creation  Adobe Acrobat  PDF Creator
 Flow charting  Visio  Dia
 e-Mail client  Outlook  Thunderbird
 ILS  Innopac, VTLS, etc.  Koha, OpenBiblio, PhpMyLibrary
 Tracking citation  EndNote  Zotero
 Electronic Document Delivery  Ariel  Prospero
 File compression  WinZip  7-zip, IZARC
 Photo Manager  ACDSee  XnView
 Digital media player  Windows Media Player  VLC Player

ตารางที่ 1 ตัวอย่างโปรแกรมโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ที่ใช้แทนโปรแกรมเชิงพาณิชย์

ขนาดของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนใหญ่ประมาณ 1 ใน 5 ของขนาดโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์

จากการรวบรวมรายชื่อหน่วยงานที่มีการใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์อย่างเป็นรูปธรรมของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ SIPA มีดังนี้

  1. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด
  2. บริษัท S & P จำกัด (มหาชน)
  3. บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  4. บริษัท การบินไทย จำกัด
  5. การเคหะแห่งชาติ
  6. การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
  7. บริษัท เมโทรสตร์ จำกัด
  8. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
  9. การประปานครหลวง
  10. บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  11.  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์สำหรับห้องสมุด

เมื่อย้อนกลับมายังอาชีพบรรณารักษ์ อาจต้องมีการตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า อยากเป็นบรรณารักษ์ที่กดปุ่มเปิดเพลงฟังอย่างเดียว หรืออยากเป็นบรรณารักษ์ที่สามารถ เล่นดนตรีได้ด้วย ซึ่งการเล่นดนตรีได้เป็นเพียงความสามารถระดับหนึ่ง ซึ่งหากสนใจและรักจริง ควรเข้าโรงเรียนสอนการสร้างเครื่องดนตรี ความจริงแล้วในเมืองไทยนั้นมีวิทยาการต่างๆ มากมาย แต่มักลืมหลักการของการพัฒนา ซึ่งหลักการพัฒนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงปฏิบัติโดยตลอด คือ Development (ซื้อได้ แต่เท่าที่มีกำลัง รู้เท่าทันเขา และสร้างภูมิคุ้มกัน) แต่สิ่งที่คนไทยทำตลอดเวลา คือ Modernization เพียงเพื่อตามโลกให้ทันเท่านั้น

โปรแกรมในกลุ่มโอเพนซอร์ส ยังไม่เป็นที่รู้จักในงานห้องสมุดของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา หรือห้องสมุดอื่นๆ ในระบบราชการเท่าใดนัก แม้ว่าในอดีต (ช่วงปี พ.ศ. 2526-2538) โปรแกรม CDS/ISIS ซึ่งพัฒนาโดยยูเนสโก ที่ถือว่าเป็นโอเพนซอร์ส/ฟรีแวร์ในการจัดการฐานข้อมูลห้องสมุดที่ดีมาก และเป็นที่นิยมใช้กันอย่างสูงในประเทศไทยก็ตาม

ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2535-2537ได้เริ่มมีการศึกษาและสำรวจโปรแกรมห้องสมุดแบบบูรณาการเพื่อให้รองรับการทำงานห้องสมุดและให้ทันกับความก้าวหน้าจากต่างประเทศ โดยห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งถือว่าเ็ป็นการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางห้องสมุดในประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ปี พ.ศ. 2538 สถาับันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เริ่มนำระบบห้องสมุดอัตโนมัติที่ชื่อว่า INNOPAC เข้า มาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก จนเป็นกระแสให้ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ หันมาใช้โปรแกรมนี้ตามเป็นจำนวนมาก แต่มีห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาบางแห่ง นำโปรแกรมลักษณะคล้ายกันแต่มีคุณลักษณะและค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามาใช้อีกหลาย โปรแกรม ทำให้ประเทศไทยในขณะนั้นมีโปรแกรมเชิงพาณิชย์แบบบูรณาการหลากลายโปรแกรมและหลากหลายบริษัทผู้พัฒนาเป็นอันมาก แต่ล้วนแต่เป็นโปรแกรมเชิงพาณิชย์ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเรื่อง License และค่าบำรุงรักษาในแต่ละปีเป็นจำนวนสูงมาก

ประมาณปี พ.ศ. 2548 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) ได้ ให้ทุนวิจัยในการศึกษาโปรแกรมระบบห้องสมุดอัตโนมัติแบบบูรณาการให้แก่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อให้มีโปรแกรมระบบห้องสมุดแบบบูรณาการที่สามารถนำมาใช้ทดแทนระบบเชิงพาณิชย์ต่างๆ ได้ แต่ยังไม่สามารถทำให้ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่ย้ายจากระบบเชิงพาณิชย์ที่ใช้ในปัจจุบันไปอยู่บนโปรแกรมดังกล่าว คงมีแต่ห้องสมุดขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีการขอนำไปใช้

ขณะเดียวกัน เริ่มมีบางหน่วยงาน ศึกษาโปรแกรมห้องสมุดอัตโนมัติแบบบูรณาการที่เป็นโอเพนซอร์ส เช่น Koha, Evergreen, PhpMyLibrary, OpenBiblio เป็นต้น

ช่วงปี พ.ศ. 2548 เป็น ต้นมา ห้องสมุด หน่วยงานวิจัย สถานศึกษา ได้เริ่มหันมาศึกษาโปรแกรมโอเพนซอร์สในการนำมาทำเป็นคลังเก็บความรู้ เก็บผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และผลงานวิชาการดิจิทัล โปรแกรมในการจัดการคลังความรู้ที่ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา/ห้องสมุดวิจัย ในประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมใช้ คือ โปรแกรม DSpace และ Greenstone ซึ่ง มักจะประสบปัญหาเดียวกัน คือ การไม่มีผู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง การไม่มีผู้ดูแล อย่างจริงจัง ต่างศึกษาและแก้ปัญหาในส่วนของตนเอง ไม่มีการรวมกันเป็นกลุ่มเื่พื่อเป็นความร่วมมือกันในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างใด

ปลายปี พ.ศ. 2550 ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) ได้ศึกษาโปรแกรม Koha เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการงานห้องสมุดของ ศวท. และสามารถเปิดใช้บริการได้ในปี พ.ศ. 2551 จึง เสมือนเป็นจุดเริ่มต้นอีกจุดหนึ่งในการเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมการใช้โอ เพนซอร์สสำหรับห้องสมุดอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการสนับสนุึนการใช้โอเพนซอร์สในงานทั่วๆ ไปในองค์กร ขณะเดียวกัน ศวท. ได้มีการนำโปรแกรม Dspace ในการเก็บผลงานดิจิทัล สวทช.และโปรแกรม Greenstone ในการทำคลังความรู้ดิจิทัล และได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้โปรแกรมดังกล่าวให้กับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ระบบงานขนาดใหญ่หากรู้จักและใช้ของฟรี จะช่วยประหยัดงบประมาณได้เป็นล้านบาท เช่น

  • พัฒนาเว็บไซต์ห้องสมุดพร้อมบริการ Web 2.0 ด้วย Joomla หรือ Drupal
  • การบริหารจัดการงานห้องสมุดด้วย Koha หรือ OpenBiblio
  • การสร้างคลังเอกสารดิจิทัลจาก DSpace หรือ Greenstone

ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวเป็นของฟรี ยกเว้นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องแม่ข่ายและระบบเน็ตเวิร์ก ค่าใช้จ่ายในการเพิ่มพูนความรู้แก่พนักงานซึ่งห้องสมุดต้องลงทุนเอง และขอเสนอแนะว่า เดิมห้องสมุดมีงบประมาณเท่าไร อย่าตัดงบประมาณส่วนนั้นออกไป ควรเก็บงบประมาณไว้ 1 ใน 4 ของค่าใบอนุญาตซอฟต์แวร์เดิมที่จะต้องเสีย และนำมาเปลี่ยนเป็นค่าพัฒนาบุคลากรรายปี เพื่อให้สามารถดูแลโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ได้

การใช้และแนวทางการดำเนินการส่งเสริมการใช้

ห้องสมุดที่ต้องการจะเริ่มต้นใช้ประโยชน์จากโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ผู้บริหารห้องสมุด ต้องมีใจที่จะเดินไปข้างหน้าด้วยการพัฒนาบุคลากร และต้องมีความตั้งใจที่จะเปิดบริการในแบบที่ผู้ใช้บริการสามารถโต้ตอบได้ คนทำงานทุกคนสามารถจัดการเว็บไซต์ไม่ต้องผ่านเว็บมาสเตอร์ หรือ ต้องแจ้งบริษัทที่รับจ้างพัฒนาระบบ รวมทั้งการตั้งใจจริงในการยกระดับบริการให้อยู่ในรูปออนไลน์มากที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้ช่วยเหลือตนเองมากที่สุด

เนื่องจากความเป็นโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ ผู้ใช้งานสามารถทำทุกอย่างเองได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา มีการเรียนรู้ “ร่วมกัน” พัฒนา ปรับปรุง และประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม รวมถึงเพิ่มศักยภาพการบริการ และบริการด้วยแนวทางที่ถูกต้อง การร่วมกันเพื่อสร้างเครือข่าย “เพื่อนร่วมทาง” ที่มีคุณค่า มีต้นแบบ “การเดินทาง” สำหรับหน่วยงานต่างๆ และสร้าง “มาตรฐาน” การประยุกต์ใช้และบริการรูปแบบใหม่ จากหน่วยงานต้นแบบ ศักยภาพของโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ จากสังคมของโอเพนซอร์ส เกิดจากกลุ่มคนที่เชื่อมั่นว่า ความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันได้ ซอฟต์แวร์ที่้พัฒนาขึ้นสามารถแบ่งปัน เพราะทำเพื่อชุมชน และสังคม ซึ่งสังคมของโอเพนซอร์สนั้นมีความยั่งยืนในตัวเอง

การดำเนินการในปัจจุบัน สู่ความร่วมมือการใช้โอเพนซอร์สระหว่างหน่วยงาน

ปี พ.ศ. 2551: การถ่ายทอดความรู้

นอกจากการเลือกซอฟต์แวร์ในกลุ่มโอเพนซอร์สแล้ว ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้งานโอเพนซอร์ส และถ่ายทอดความรู้ให้กับพันธมิตร ในวิชาชีพ โดยเฉพาะภาควิชาบรรณารักษศาสตร์ สำนักหอสมุด ห้องสมุด สำนักวิทยบริการ ศูนย์สารสนเทศ และผู้สนใจทั่วไป ให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม การใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายโดยเสนอหลักสูตรและกิจกรรมสัมมนา ฝึกอบรมทั้งภาคทฤษฏี และปฏิบัติ ทั้งภายในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ โดยได้รับการตอบรับเข้าอบรมเป็นอย่างดี รวมทั้งผู้เข้ารับการอบรมหลายท่านจากหลายหน่วยงานได้นำความรู้ไปประยุกต์และ เผยแพร่ต่อในองค์กร นับเป็นการขยายฐานความรู้การใช้โอเพนซอร์สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรสารสนเทศของ ศวท. อย่างเต็มรูปแบบ


ปี พ.ศ. 2552: การร่วมศึกษาและพัฒนาโปรแกรม

อีกกิจกรรมหนึ่งที่ ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) ให้ ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้โอเพนซอรส์ซอฟต์แวร์ ก็คือ การร่วมมือกันระหว่างผู้ใช้โปรแกรมโอเพนซอร์สด้วยกัน ทั้งนี้ ต่างก็พบปัญหาในการต้องเป็นผู้พัฒนาโปรแกรมในประเด็นที่เหมือนกัน หรือต่างกันบ้าง ศวท. จึง มีแนวความคิดในการเชิญชวนหน่วยงานที่ใช้โอเพนซอร์สด้วยกันเข้าร่วมเป็นเครือ ข่ายเพื่อศึกษาและพัฒนาโปรแกรมโอเพนซอร์สอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานอื่นๆ และเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้โอเพนซอร์สอย่างแพร่หลายต่อไป ศวท. จึง ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้งานโอเพนซอร์ส และถ่ายทอดความรู้ใ้ห้กับหน่วยงาน และบุคลากรในวิชาชีพบรรณารักษ์ และสารสนเทศศาสตร์ และยังได้มีการเชิญชวนให้หน่วยงานต่างๆ ที่พบปัญหาหรือมีสภาพการความต่อเนื่องในการพัฒนาโปรแกรมในกลุ่มโอเพนซอร์ส เข้ามาเป็นกลุ่มเพื่อความร่วมมือในการพัฒนาต่อไป


ปัจจุบัน ศวท. ได้เป็นเจ้าภาพใน การติดต่อ ประสานงาน และร่วมทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่ใช้โปรแกรมในกลุ่มโอเพนซอร์สเข้าร่วมประชุมหารือ ถึงปัญหาต่างๆ และแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดการประชุมกลุ่มเพื่อหารือถึงวัตถุประสงค์ในการร่วมมือพัฒนาร่วม กันเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน 2552 ใน ครั้งนั้น มีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย หอสมุดแห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีปทุม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ในการพัฒนาการใช้โปรแกรม Koha และ Dspace และกำลังมีการประชุมความร่วมมือเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 27 มกราคม 2553
แผนการในอนาคต

National Open Source for Library Initiative เป็นโครงการที่ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.) ริเริ่มจัดตั้งขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ ด้วยเห็นว่า ศวท. จะขอเป็นเจ้าภาพเพื่อ ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ใช้หรือหน่วยงานที่ใช้โอเพนซอร์สด้วย กัน และมีหวังเพื่อที่จะเห็นการพัฒนาโอเพนซอร์สสำหรับห้องสมุดและสารสนเทศเกิด ขึ้น จนเกิดเป็นชมรมสารสนเทศเพื่อบริการความรู้ อย่างเป็นทางการและเป็นที่ยอมรับ

สรุป

ความร่วมมือระหว่างห้องสมุดหรือหน่วยงานในการใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์ของประเทศ ไทย ยังคงต้องอาศัยเวลาและความร่วมมือร่วมใจระหว่างผู้ใช้ ผู้พัฒนาอย่างต่อเนื่องของแต่ละหน่วยงาน ที่มีวิสััยทัศน์ตรงกันในการนำโอเพนซอร์สซอฟต์แวร์มาใช้และเพื่อที่จะให้มีการใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

บรรณานุกรม

Open Source Software. [Online]. Available: http://en.wikipedia.org/wiki/Open_source_software. Accessed: 31-12-2009.

กรมทรัพย์สินทางปัญญา. คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม. นนทบุรี : กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์, 2550.

ทวีศักดิ์ กออนันตกูล. เอกสารบรรยายเทคโนโลยี 2.0 {Web 2.0, Library 2.0, Enterprise 2.0} จำเป็นสำหรับห้องสมุดจริงหรือ?. ใน เอกสารประกอบการประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 3 ปี พ.ศ. 2552 เรื่อง “การจัดการการเปลี่ยนแปลงห้องสมุดในทศวรรษหน้า (Change Management of Libraries in the Next Decade) หน้า 23-37. กรุงเทพฯ : สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552.

บุญเลิศ อรุณพิบูลย์. ขุมทรัพย์ซอฟต์แวร์เพื่อการใช้งานในองค์การ : โอเพนซอร์สและฟรีแวร์. ปทุมธานี : ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2551.

__. ซอฟต์แวร์ทางเลือก Open Source Software & Freeware. [ออนไลน์]: http://stks.or.th/wiki/doku.php?id=oss:start. เข้าถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2552.

__.(boonlert@nstda.or.th) “หน่วยงานที่ใช้โอเพนซอร์สซอฟต์แวร์.” Email to สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์ (supapornc@nstda.or.th) 06 January 2010.

บุญเลิศ อรุณพิบูลย์ นพพร พ่วงระย้า และบุญเกีียรติ เจตจำนงนุช. ฉลาดเลือก ฉลาดใช้ Open source software & freeware. ปทุมธานี : ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ, 2549.

รวบรวมและเรียบเรียงโดย บุญเลิศ อรุณพิบูลย์ และ สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์
ศูนย์บริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ศวท.)
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

Tags: Free ware | Knowledge | Library | Library Collaboration | Open Source Software | OSS

Last Updated on Monday, 24 January 2011 10:43  

ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและให้บริการความรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

film izle film izle pornosikis sikiselim pembedelik