Order Sildenafil

ถึงเวลาบรรณารักษ์ควรปรับ...

E-mail Print

การใช้เมทาดาทาเพียงหลักเกณฑ์ (Schema) เดียวในการจัดการเมทาดาทาของวัตถุ (Object) ย่อมไม่เพียงพอสำหรับวัตถุดิจิทัลหลากประเภท การมีหลักเกณฑ์อื่นๆ เกิดขึ้น หรือ การใช้หลักเกณฑ์อื่นๆ ร่วมกันด้วย ย่อมส่งผลดีกับการจัดการเมทาดาทาของวัตถุได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมทาดาทาที่เกิดขึ้นในระบบ Mass participation แบบ Web 2.0 นั้น บรรณารักษ์ควรมีบทบาทอย่างไร

ความนำ

คำว่า “เมทาดาทา” (Metadata) เป็นคำที่วงการบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากในช่วงทศวรรษ 1990 เหตุที่มีการตื่นตัวเรื่องเมทาดาทากันมาก เนื่องจากในช่วงดังกล่าว มีสารสนเทศจำนวนมหาศาลในเวิล์ดไวด์เว็บ (World Wide Web) หลากหลายทั้งรูปแบบและภาษาที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเอกสารที่เจ้าของผลงานผลิตขึ้นเองโดยใช้เพียงภาษาเอชทีเอ็มแอล ในการกำหนดรูปแบบการแสดงผลและเชื่อมโยงข้อมูลเท่านั้น ไม่มีโครงสร้างมาตรฐานสำหรับสืบค้นที่ระบุเขตข้อมูลทำให้เสิร์ชเอ็นอิ้น สามารถสืบค้นให้แบบระดับกว้างเท่านั้น และไม่ตรงกับความต้องการเท่าใดนัก จึงเกิดความเคลื่อนไหวในเรื่องเมทาดาทาขึ้น

การแตกหน่อของเมทาดาทา

สามารถแบ่งได้เป็น 3  ระบบ ดังนี้

ระบบแรก:  ระบบการลงรายการทางบรรณานุกรมทรัพยากรสารสนเทศของบรรณารักษ์

แท้จริงแล้ว เมทาดาทา เป็นเรื่องที่วงการบรรณารักษศาสตร์คุ้นเคยเป็นอย่างดี ในส่วนของการลงรายการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุดทั้งที่เป็นสารสนเทศประเภทสิ่งพิมพ์ หรือสารสนเทศดิจิทัล โดยมีการลงรายการแบบมาร์ก 21 (MARC 21) และรูปแบบการลงรายการแบบแองโกลอเมริกัน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (Anglo-American Cataloging Rules II – AACR 2) เป็นมาตรฐานในการลงรายการเมทาดาทาทางห้องสมุด เป็นการพัฒนาที่เริ่มเป็นวงการแรกสุดในการจัดการเพื่อให้เข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญา และข้อมูลทางกายภาพของเนื้อหา

ตัวอย่าง   การลงรายการทางบรรณานุกรมแบบมาร์ก 21
020            9746347772
082    0    4    005.369|bช152ค
100    0        ชนิดา จริยาพรพงศ์
245    1    0    คำถาม-คำตอบ โปรแกรม Mini-Micro CDS/ISIS /|cชนิดา จริยาพรพงศ์, สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์
260            กรุงเทพฯ :|bสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,|c2539
300            108 หน้า ;|c21 ซม
650        7    ซีดีเอส/ไอซิส (โปรแกรมคอมพิวเตอร์)|xคำถามและคำตอบ
650        7    โปรแกรมคอมพิวเตอร์|xคำถามและคำตอบ
700    0        สุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์,|d2505-
710    2        จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.|bสถาบันวิทยบริการ

ข้อดี 

  1. มีระบบการจัดเก็บและค้นคืนสารสนเทศที่เป็นมาตรฐาน
  2. จัดทำโดยบรรณารักษ์วิชาชีพ รู้หลักเกณฑ์ในการลงรายการที่เป็นมาตรฐานเป็นอย่างดี
  3. บรรณารักษ์รู้ความสัมพันธ์ขององค์ความรู้ แม้ว่าไม่ได้เป็นเจ้าของเนื้อหาหรือผลงาน

ข้อเสีย

  1. เป็นระบบที่ยุ่งยาก ซับซ้อน
  2. คนทั่วไป ไม่สามารถทำได้
  3. ใช้แรงงานและเวลามาก

ระบบที่สอง: AI ระบบของเสิร์ชเอ็นจิ้น (Search engine)

เมื่อมีการใช้เมทาดาทา นอกเหนือจากการเป็นแหล่งเก็บ คำว่า เมทาดาทา จึงเป็นคำที่กว้างกว่าที่เคยใช้ ผู้ที่สร้างสารสนเทศทางอินเทอร์เน็ตอาจใช้เมทาดาทาเพื่อหมายถึงข้อมูลที่ถูกฝังในเอชทีเอ็มแอล โดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างเว็บให้หาง่ายขึ้น

ตัวอย่าง การลงเมทาดาทาของเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ http://www.ku.ac.th

alt








Kasetsart University

ดับลินคอร์เมทาดาทา เกิดขึ้นเหมือนจะเป็นทางเชื่อมระหว่างบรรณารักษ์ นักเอกสารสนเทศกับคนทั่วไป ด้วยการลดความซับซ้อนของการใช้มาร์ก 21 ซึ่งน่าจะช่วยให้การลงเมทาดาทาง่ายขึ้น แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแม้จะมีเพียง 15 หน่วยข้อมูล ก็ยังมีคนนำดับลินคอร์ไปกำหนดเป็นเมทาดาทาในเว็บน้อยมาก และด้วยธรรมชาติของเสิร์ชเอ็นจิ้นเองที่ให้ความสำคัญกับ Top ranking มากกว่า จึงมีเว็บไซต์จำนวนน้อยมากที่ลงการลงเมทาดาทาอย่างครบถ้วน หรือลงด้วยดับลินคอร์เมทาดาทา
แต่ดับลินคอร์กลับได้รับการประยุกต์ใช้ สำหรับการพัฒนาห้องสมุดดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต และในการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องรวมแฟ้มข้อมูลและแลกเปลี่ยนแฟ้ม ข้อมูลจำนวนมาก หน่วยงานรัฐบาลและหน่วยงานเอกชนของหลายประเทศ ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศเริ่มใช้ดับลินคอร์เมทาดาทาสำหรับจัดโครงสร้าง ฐานข้อมูลโดยการรวมหลายฐานข้อมูลให้เสมือนเป็นฐานข้อมูลหนึ่งเดียว เป็นช่องทางสู่การเข้าถึงสารสนเทศง่าย เร็ว และสืบค้นครั้งเดียว ได้สารสนเทศทั้งหมดจากแหล่งเดียว
เนื่องจากความต้องการในการจัดเก็บวัตถุดิจิทัลมีมากขึ้น ความจำเป็นในการจัดเก็บเมทาดาทาของวัตถุแต่ละประเภทมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดับลินคอร์เมทาดาทา จึงไม่สามารถรองรับการใช้งาน ก่อให้เกิดหลักเกณฑ์ (Schema) อื่นๆ ขึ้นมา ซึ่งอาจจะใช้ควบคู่กับดับลินคอร์ หรืออาจจะใช้หลักเกณฑ์อื่นที่มีความเหมาะสมกว่า ไม่ควรยึดติดกับเมทาดาทาเพียงตัวเดียว


ข้อดี

  1. คนทั่วไปที่เป็นเจ้าของผลงาน สามารถกำหนดเมทาดาทาได้ด้วยตนเอง
  2. ระบบไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน

ข้อเสีย

  1. ไม่มีการระบุเมทาดาทาในเว็บไซต์ ทำให้สืบค้นได้ไม่ตรงความต้องการ
  2. เสิร์ชเอ็นจิ้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Controlled term หรือ เมทาดาทา เท่าใดนัก ให้ความสำคัญกับ top ranking  มากกว่า

ระบบที่สาม: ระบบ Mass participation แบบ Web 2.0

เว็บไซต์ที่เป็น Community site นิยมให้เจ้าของกำหนดคำศัพท์ (tag) ของเนื้อหาในเว็บไซต์นั้นๆ เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Web 2.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่อาศัยคนที่ท่องอินเทอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด/ระบุคำศัพท์ หรือ  tag สำหรับเอกสาร รูปภาพ ภาพยนตร์ เนื้อความ ไม่มีกฎเกณฑ์ เรียกว่า  Folksonomy  เป็นระบบที่ดูเหมือนว่า เอื้อต่อการให้แต่ละคนทำเมทาดาทาด้วยตนเอง
Folksonomy เป็นคำที่เกิดขึ้นโดย Thomas Vendal Wal เมื่อปี ค.ศ. 2005 เป็นกลไกหรือระบบที่ใช้อธิบายทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บด้วยคำศัพท์ของคนที่ทำเว็บเอง Folksonomy จึงกลายเป็นแหล่งสารสนเทศที่ประกอบด้วยเมทาดาทาที่มีประโยชน์เป็นอันมาก เนื่องจากคนทุกคนต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดในงานของตนเอง เพราะฉะนั้น การที่เจ้าของผลงานใส่คำศัพท์ (tag) ที่เกี่ยวข้องกับงานของตัวเอง จะเป็นการกำหนดตัวแทนเนื้อหาได้อย่างดีที่สุด และตรงที่สุด

alt

http://www.flickr.com/explore

จากเว็บไซต์นี้ จะเห็นคำศัพท์ที่คนท่องเน็ตคิดว่าเรื่อง/รูป/หนัง นั้นเกี่ยวกับอะไร ถ้าคนเห็นว่าเกี่ยวกับอะไรมากๆ คำนั้น เช่น Wedding จะตัวใหญ่หนาขึ้น คำที่มีคนเห็นด้วยน้อย ก็จะตัวเล็ก บาง

ข้อดี

  1. เจ้าของเนื้อหาเป็นคนกำหนดคำศัพท์ ซึ่งเป็นคนที่รู้เรื่องดีที่สุด
  2. เกิดเป็นช่องทางให้ชุมชนในอินเทอร์เน็ตมีส่วนร่วมในการกำหนดเนื้อหาของตนเอง

ข้อเสีย

  1. เจ้าของเนื้อหาไม่รู้ความสัมพันธ์กับองค์ความรู้ของมนุษยชาติโดยรวม
  2. คำสำคัญที่ใช้เป็นคำสามัญ หรือไม่เป็นทางการ ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มคำที่ใช้ในด้านอื่น เช่น
  3. ทางวิชาการ 

ประเด็นที่น่าพิจารณา

บรรณารักษศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ยืนยาวมาเป็นเวลานาน มีการสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์ไว้อย่างมหาศาล แต่ศาสตร์นี้จำกัดที่ต้องใช้แรงงานของบรรณารักษ์อย่างมากในการวิเคราะห์และให้เมทาดาทาแก่สาระต่างๆ ของโลก

ในอดีต เนื้อหาสาระของโลกถูกจำกัดในการสร้างและการเผยแพร่ผ่านทางช่องทางที่คับแคบ เช่น เครื่องพิมพ์ดีด โรงพิมพ์ สำนักพิมพ์ สายส่ง ร้านหนังสือและห้องสมุด แต่พัฒนาการด้านอินเทอร์เน็ตทำให้ข้อจำกัดเหล่านี้หมดไป ดังนั้น บรรณารักษ์จึงเผชิญกับความท้าทายของการเพิ่มพูนของเนื้อหาสาระของโลกอย่างมากมายมหาศาล

นอกจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญในสาขาความรู้ต่างๆ ของโลก ยังได้ค้นพบช่องทางการนำเสนอความรู้เหล่านี้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพราะรวดเร็วและมีผู้ชม / ผู้อ่านจำนวนมหาศาล แม้แต่ศิลปิน อย่างนักดนตรี นักแต่งเพลง ซึ่งมีระบบลิขสิทธิ์ที่แข็งที่สุดของโลก ยังเริ่มเสาะหาช่องทางการใช้อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ดังนั้น สาระจำนวนมหาศาลของโลกกำลังย้ายโอนไปสู่อินเทอร์เน็ตมากขึ้นกว่าแต่ก่อน กลายเป็นสาระที่เป็นทางการ เป็นของผู้เชี่ยวชาญของสาขาอาชีพนั้นมากขึ้นทุกที

ช่องว่างระหว่างความสามารถของบรรณารักษ์ ในการกำหนดเมทาดาทาให้กับสาระกับการเพิ่มพูนขึ้นของสาระของโลกนี้ กำลังกว้างขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่ศาสตร์ด้านนี้จะสามารถครอบคลุมไปได้ ดังนั้น การต้องมีแนวทางในการลดช่องว่างดังกล่าวนี้

ในบทความนี้ขอนำเสนอแนวทางในการลดช่องว่างระหว่างปริมาณสาระกับเมทาดาทา ดังนี้

1. Mass participation  แบบ Web 2.0

แนวทางการลดช่องว่างนี้ ทำได้โดยการให้บรรณารักษ์มีส่วนร่วมในสังคมเว็บ / อินเทอร์เน็ต คือ ทำตัวเป็นสมาชิกของสังคมที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ เพื่อให้มีส่วนร่วมกับสังคมของสาระของโลก หากบรรณารักษ์ท่องเว็บไซต์วันละ 1 ชั่วโมง โดยเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เช่น www.flickr.com เพื่อบรรจุเมทาดาทาลงไปในเนื้อหา (Content) ต่างๆ ก็จะช่วยทำคุณประโยชน์ให้แก่อินเทอร์เน็ตและสังคมออนไลน์ได้ดี เพราะบรรณารักษ์เป็นผู้รู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ โครงสร้าง ความสัมพันธ์ของความรู้ในด้านต่างๆ ดังนั้น จึงสามารถกำหนด Tag ที่เหมาะสมเพื่อเชื่อมโยงความรู้ในเว็บให้เข้าสู่ระบบองค์ความรู้ของโลกได้  เสริมกับ Folksonomy อันหลากหลาย (rich) ที่มีอยู่เดิม หากบรรณารักษ์ช่วยกันใส่เมทาดาทาให้กับ Thai content ในอินเทอร์เน็ตจะช่วยทำให้

1. บรรณารักษ์มีโอกาสในการสร้างช่องทางการรับใช้สังคมมากขึ้น
2. คนทั่วไปสามารถค้นหาข้อมูลทางวิชาการ (อย่างเป็นทางการ) แล้วไปได้เนื้อหาจาก Community ซึ่งมี relevancy ได้
3. เป็นการกรุยทางให้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่  Community on-line library เพราะบรรณารักษ์มี “ส่วนร่วม” กับ ชุมชน online มากขึ้น อาจขยายผลเป็น on-line participation for national Thai metadata base

2. ความหลากหลายในระบบเมทาดาทา

Folksonomy นั้นอาศัยประสบการณ์ ความรู้ของผู้ชม ซึ่งมีความหลากหลายกว้างไกล ไม่ยึดติดกับระเบียบแบบแผนใดๆ อันเป็นส่วนดีที่สุดของระบบ Web 2.0 หรือ community ในลักษณะ online แบบนี้ ในทำนองเดียวกัน บรรณารักษศาสตร์จึงควรทบทวนหลักการการวิเคราะห์ โดยไม่ควรยึดติดกับระบบหรือระเบียบวิธีอย่างมาร์ก 21 หรือดับลินคอร์เพียงอย่างเดียว เลือกใช้เมทาดาทาที่เหมาะสมกับวัตถุที่จัดเก็บ หรือใช้ผสมผสานกัน

สรุป

การมีเมทาดาทาในการอธิบายข้อมูลที่จัดเก็บ เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับข้อมูลที่มีโครงสร้างเพื่อให้การจัดเก็บมีระบบ มีมาตรฐาน และสามารถสืบค้นได้ดี แต่ทั้งนี้ต้องมีการพิจารณาเลือกใช้เมทาดาทาให้เหมาะสมและรู้จักประยุกต์ใช้กับเมทาดาทาหลักเกณฑ์อื่นๆ

บรรณารักษ์มีความรู้ในการกำหนดคำศัพท์และเมทาดาทา ยังยึดติดอยู่กับการทำเมทาดาทาในห้องสมุดในกรอบของเนื้อหาของห้องสมุดเท่านั้น ความรู้ความชำนาญ ทักษะในการแยกแยะ วิเคราะห์เนื้อหา จึงไม่เกิดประโยชน์กับสังคม เมื่อสังคมหันไปหาสารสนเทศจากอินเทอร็เน็ต แทนที่จะหาจากห้องสมุดแต่อย่างเดียว ดังนั้น หากบรรณารักษ์สามารถมองว่า อินเทอร์เน็ต คือ ห้องสมุด แล้วพากันออกไปเพื่อ “วิเคราะห์” เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต แล้วกำหนด tag ต่างๆ ที่เหมาะสมขึ้นมา ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลกมากกว่าที่เป็นอยู่โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีอัตราการอ่านหนังสือต่ำมาก  แต่มีการใช้อินเทอร์เน็ตในปริมาณสูง

Tags: Knowledge | Library | Metadata | เมทาดาทา

Last Updated on Monday, 24 January 2011 12:37  

ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและให้บริการความรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

film izle film izle pornosikis sikiselim pembedelik