Viagra 150mg

Institutional Repository (IR)

E-mail Print

ความนำ
Institutional Repository  หรือ คลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน นั้น หมายถึง คลังเก็บทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัล อันเป็นภูมิปัญญาของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการจัดเก็บเป็นศูนย์รวม มีการสงวนรักษา และมีการจัดทำดัชนีที่ได้มาตรฐาน สามารถสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้นได้ [1] หรือกล่าวได้ว่า คลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันเป็นบริการหรือหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการ จัดการและเผยแพร่งานในรูปแบบดิจิทัลอันเป็นผลงานหรือผลผลิตของคณาจารย์ นักวิจัย นิสิต นักศึกษา หรือสมาชิกในประชาคมนั้นๆ และผู้ใช้ทั้งภายในและภายนอกสามารถเข้าถึงได้ [2,3] ซึ่งผลงานเหล่านั้น นอกจากจะเป็นรายงานที่กำลังดำเนินงาน  รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ แล้ว ยังหมายรวมถึงงานที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ (grey literature) ซึ่งมีเป็นจำนวนมากในวัฒนธรรมของการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องยากที่บรรณารักษ์ที่จะรวบรวม จัดเก็บ และสงวนรักษาไว้อย่างเป็นระบบ [4] เพราะฉะนั้น สถาบันอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานวิจัย ควรตระหนักถึงคุณค่าของภูมิปัญญาหรือผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิจัยที่มีจำนวนมากขึ้น สมควรได้รับการจัดเก็บ และเผยแพร่ในรูปของดิจิทัล รวมทั้งการสงวนรักษาผลงานเหล่านั้นให้คงไว้ในระยะยาว (archiving) และถือเป็นบทบาทหลักของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย ในการเผยแพร่ผลงานต่างๆ เหล่านี้ออกสู่โลกภายนอกให้เป็นที่ประจักษ์

คุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน
จอห์นสัน [3]  กล่าวว่า การจัดทำคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันจะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะดังนี้

  1. เนื้อหาที่เป็นดิจิทัล (Digital content) ในระบบของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันนั้นเก็บผลงานที่เป็นดิจิทัลเท่านั้น
  2. การเน้นงานที่สร้างโดยสมาชิกของสถาบัน (Institutionally-defined) การจัดทำคลังเก็บระดับสถาบันเน้นการจัดเก็บผลงานของสมาชิกในประชาคมนั้นๆ เท่านั้น
  3. เนื้อหาทางวิชาการ (Scholarly content) เนื้อหาที่นำมาจัดเก็บในคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันนั้น เน้นเนื้อหาทางวิชาการ  เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันในการรวบ รวม การสงวนรักษา และการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ซึ่งผลงานเหล่านี้อาจหมายรวมถึง ผลงานก่อนตีพิมพ์ และผลงานที่อยู่ในระหว่างการดำเนินงาน บทความที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา หนังสือ สื่อการสอน ชุดข้อมูล บทความเสนอการประชุม วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ และวรรณกรรมไม่ตีพิมพ์ เป็นต้น  การควบคุมและการจัดการการเข้าถึงเนื้อหาทางวิชาการเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยนโยบายและกลไกที่เหมาะสม รวมทั้งการบริหารจัดการด้านเนื้อหาและระบบการควบคุมเอกสาร (document version control systems) กรอบนโยบายและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของคลังเก็บต้องเอื้ออำนวยให้ผู้ จัดการคลังเก็บมีความยืดหยุ่นต่อการควบคุมระบบ ใครเป็นผู้ที่สามารถรับรอง (approve) เข้าถึง (access) แก้ไข (update) ผลงานดิจิทัลเหล่านั้นที่มาจากต่างแหล่งกันในชุมชนนั้นๆ
  4. การสะสมเพิ่มพูน และความยั่งยืน (Cumulative and perpetual) ในส่วนของการเป็นคลังเก็บจะต้องมีการสะสมผลงาน ผลงานเมื่อมีการนำเข้าคลังเก็บแล้ว ไม่ควรมีการถอดถอนออกจากคลัง ยกเว้นแต่มีเหตุจำเป็น เช่น งานนั้นมีการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น การเป็นคลังเก็บจึงต้องพัฒนาเกณฑ์และนโยบาย รวมทั้งนำระบบการจัดการสิทธิ์ (right management) มาประยุกต์ใช้ ในการอนุญาตให้เข้าถึงเนื้อหาในคลังเก็บทั้งจากหน่วยงานภายในและหน่วยงานภาย นอก รวมทั้งต้องมีระบบการสงวนรักษาผลงาน และสามารถให้เข้าถึงได้ในระยะยาวได้
  5. การทำงานร่วมกันได้และการเข้าถึงแบบเปิด/แบบเสรี (Interoperable and open access) คุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของการเป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน คือ การสามารถให้มีการเข้าถึงได้แบบเปิด / แบบเสรี หรือมีปัญหาในการเข้าถึงให้น้อยที่สุด (เช่น การต้องลงทะเบียนในการเข้าใช้) ในส่วนของการเป็นระบบที่สามารถทำงานร่วมกันได้นั้น เป็นเรื่องทางเทคนิคที่มีการนำการเก็บถาวรแบบเปิด หรือ Open Archives Initiative (OAI) มาใช้เพื่อเป็นแนวทางการกำหนดมาตรฐานสำหรับการเก็บรักษาในเชิงบันทึกถาวร และสามารถเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนเมทาดาทาทำให้สามารถสืบค้น และเรียกใช้ข้อมูลข้ามระบบกันได้

ประโยชน์ของการมีคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน

  1. ทำให้เกิดระบบการรวบรวม สงวนรักษา และเผยแพร่เนื้อหาทางวิชาการ
  2. เป็นเสมือนตัวชี้วัดของคุณภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย โดยมุ่งที่รวมเอางานทางปัญญาของมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิจัย มาไว้ในที่เดียวกัน และสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก
  3. เป็นการสงวนรักษาทรัพย์สินทางปัญญาในรูปดิจิทัล
  4. เป็นเสมือนพื้นฐานของกระบวนทัศน์ใหม่ในการพิมพ์ผลงานทางวิชาการ
  5. เป็นการสื่อสารทางวิชาการ (scholarly communication)
  6. เป็นการจัดการความรู้
  7. เป็นการสนับสนุนเรื่องการเข้าถึงโดยเสรี

ซอฟต์แวร์ในการจัดการคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน
โปรแกรมในการจัดการคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่าง แพร่หลายมีด้วยกันหลายตัว เช่น  ล็อคคิส (LOCKSS) อีพรินท์ (EPrints) เฟดอรา (Fedora)  และ ดีสเปซ (DSpace) ซึ่งต่างมีคุณลักษณะเฉพาะ  การนำไปใช้ ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับชนิดของทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการจัดเก็บ ระยะเวลาของการเก็บ ความเหมาะสมของซอฟต์แวร์ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบ และความรู้ด้านเทคนิคพิเศษ [5] ในบทความนี้ขอกล่าวถึงเฉพาะโปรแกรมดีสเปซ เนื่องจากเป็นโปรแกรมที่พัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานอื่นๆ ที่มีงานวิจัยจำนวนมาก และต้องการคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันของทรัพยากรสารสนเทศประเภท บทความวิจัย วรรณกรรมที่ไม่ตีพิมพ์เผยแพร่ (grey literature) วิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์  ชุดข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ (scientific datasets) บันทึกทางการของสถาบัน (institutional record) เอกสารการเรียนการสอน (educational materials) และอื่นๆ อีกมากมาย แต่จุดที่น่าสนใจของโปรแกรมนี้ก็คือ มีการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศที่จัดเก็บได้ง่าย   มีการจัดเก็บถาวรในระยะยาว   และมีการกระจายความรับผิดชอบในการนำเข้าเอกสารสู่คลังอย่างเป็นระบบ


ประวัติ  ลักษณะการทำงาน และหน้าที่ในด้านต่างๆ
ดีสเปซเป็นโปรแกรมจัดการคลังเก็บเอกสารซึ่งเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง ห้องสมุดของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตต์ (Massachusetts Institute of Technology Library) หรือเอ็มไอที (M.I.T.) และห้องปฏิบัติการของบริษัทฮิวเลตต์-แพคการ์ด (Hewlett-Packard Labs) เริ่มมีการใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2002  ปัจจุบันมีรุ่นล่าสุด คือ   1.4.2  ประกาศใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2007  (ข้อมูลล่าสุดวันที่  12 สิงหาคม พ.ศ. 2550)

โปรแกรมดีสเปซเกิดขึ้น เนื่องจากคณาจารย์และนักวิจัยของเอ็มไอที  มีผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ  เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากและเป็นดิจิทัลมากขึ้น ซึ่งผลงานเหล่านั้น มักจะถูกเก็บไว้ที่คอมพิวเตอร์ส่วนตัว  หรือตามเว็บไซต์ของภาควิชา  เมื่อใดก็ตามที่คณาจารย์ นักวิจัย ลาออก พ้นสภาพ หรือย้ายไปดำรงตำแหน่งที่คณะ ภาควิชาอื่นๆ   หรือฮาร์ดดิสก์เกิดความเสียหาย หรือเว็บเซิร์ฟเวอร์ของภาควิชาหายไป เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างภาควิชาใหม่  ผลงานทางวิชาการเหล่านี้มีโอกาสสูญหายไปจากองค์ความรู้ของมนุษยชาติอย่างแน่ นอน [6] จึงต้องการให้มีการรวบรวม  สงวนรักษา  จัดทำดัชนี และเผยแพร่ผลงานเหล่านั้น ดีสเปซ จึงเป็นระบบที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อจัดการกับผลงานวิจัยและผลงานทาง วิชาการโดยการเก็บไว้ในคลังเก็บ (repository) เพื่อที่จะได้เผยแพร่ได้มากขึ้นกว่าเดิม  เข้าถึงได้ตลอดเวลา และจัดเก็บถาวร แต่อยู่บนพื้นฐานที่ใช้งานง่าย มีการมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบการผลิตที่มีคุณภาพ (production quality system) จึงเป็นโปรแกรมที่เกิดขึ้นมาจากการวิจัยในสาขาคอมพิวเตอร์และสถาปัตยกรรมของ ห้องสมุด  จุดประสงค์เพื่อให้เป็นระบบที่สามารถใช้ได้ทันทีในเอ็มไอที  และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถาบันและหน่วยงานอื่นๆ ด้วย เพราะดีสเปซเป็นโอเพ่นซอร์ซ (open source) ผู้พัฒนาจากสถาบันอื่นๆ สามารถขยายและปรับปรุงเพื่อใช้งานในอนาคต โดยระบบการเก็บสารสนเทศของโปรแกรมนี้มีแนวความคิดมาจากลักษณะขององค์กร  คือ ในแต่ละองค์กรมี “ชุมชน” (communities)  ซึ่งต้องระบุว่า “ชุมชน” ในองค์กรนั้น หมายถึง หน่วยงานใดบ้าง แต่ละชุมชนสามารถประยุกต์กระแสงาน (workflow) เพื่อส่งผลงานเข้าสู่ระบบการจัดเก็บของดีสเปซได้  ดังรูปที่ 1 [7]

alt

รูปที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานขององค์กรกับดีสเปซ

โปรแกรมดีสเปซเป็นคลังเก็บผลงานดิจิทัลในระยะยาวของคณาจารย์ นักวิจัยของเอ็มไอที ที่มีความเสถียร [8] โดย

  1. ผู้ใช้ สามารถเข้าถึง อ่าน และสืบค้นผลงานเหล่านี้ได้ทางเว็บและอินเทอร์เน็ต
  2. ผู้สร้างสรรค์งาน หรือเจ้าของผลงาน สามารถเผยแพร่ผลงานดิจิทัล ในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลที่เป็นข้อความ  ภาพ เสียง วิดีทัศน์ ชุดข้อมูล ฯลฯ และได้รับการสงวนรักษาในระยะยาว
  3. องค์กรหรือหน่วยงาน สามารถเข้าถึงผลงานทางวิชาการของทั้งองค์กรผ่านส่วนต่อประสานกับผู้ใช้เพียง ชุดเดียว เนื่องจากการจัดเก็บได้ถูกปรับให้เข้ากับนโยบายหรือกระแสงานที่มีความหลาก หลายตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน

ประเภทของสารสนเทศที่จัดเก็บ
โปรแกรมดีสเปซมีจุดประสงค์ในการเก็บถาวร สามารถจัดเก็บสารสนเทศดิจิทัลได้ทุกประเภท และมีความหลากหลาย ไม่ว่าทั้งที่เป็นหนังสือ  บทความ  รายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์  รายงานการประชุม รูปภาพ เสียง และวีดิทัศน์


เทคโนโลยี
ดีสเปซทำงานบนระบบปฏิบัติการประเภทยูนิกซ์ อย่างเช่น ลีนุกซ์ หรือโซรารีส โดยอาศัยซอฟต์แวร์ระบบเปิดอื่นๆ ประกอบ เช่น อาปาเชเว็บเซิร์ฟเวอร์ (Apache Web server)  หรือทอมแคท (Tomcat)  จาวาคอมไพเลอร์ โพสต์เกรสเอสคิวแอล (PostgreSQL) เป็นต้น  ในเรื่องของฮาร์ดแวร์นั้น ดีสเปซต้องการเซิร์ฟเวอร์ที่ค่อนข้างใหญ่ มีสมรรถนะสูง  และมีหน่วยความจำและดิสก์ที่มีความจุเพียงพอ  เนื่องจากเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้ดังกล่าวของดีสเปซ ทำให้ต้องอาศัยผู้ดูแลระบบที่มีประสบการณ์สูง [5] โปรแกรมดีสเปซสามารถดาว์นโหลดได้จาก SourceForge [9] และจากเว็บไซต์ของบริษัทฮิวเล็ตต์-แพ็คคาร์ด [10]


สถาปัตยกรรมระบบ
ดีสเปซถูกออกแบบมาให้มีลักษณะที่แยกส่วน โดยจัดเป็นสามส่วน คือ ส่วนการจัดเก็บ ส่วนหน้าที่หลักต่างๆ และส่วนเชื่อมโยงกับภายนอกระบบ  ในแต่ละส่วนนั้น มีการกำหนดการเชื่อมโยงต่อกันอย่างชัดเจน  ทำให้สามารถแยกส่วนหรือพัฒนาเพิ่มเติมได้โดยสะดวก  อีกทั้งยังมีส่วนต่อประสานออกสู่ระบบอื่นๆ อย่างเช่น การเชื่อมโยงไปยังระบบให้บริการตัวบ่งชี้ถาวร (persistent identifier) ตามมาตรฐานของ The Corporation for National Research Initiatives (CNRI ) เป็นต้น


รูปแบบของการจัดเก็บ

alt

รูปที่ 2 การไหลของข้อมูล [11]

 
alt

รูปที่ 3 การจัดเรียงองค์ประกอบต่างๆของดีสเปซ [12]


จากรูปที่ 2  และรูปที่ 3 แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการไหลของข้อมูลและการจัดเรียงองค์ประกอบต่างๆ ในโปรแกรมดีสเปซ ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้

  1. เจ้าของผลงานหรือ ผู้ส่งผลงาน (submitter) ของแต่ละชุมชน (communities) ซึ่งอาจเป็นภาควิชา ห้องปฏิบัติการ ศูนย์วิจัย  ส่งผลงาน (collection) ผ่านโปรแกรมดีสเปซ ซึ่งในแต่ละชุมชนต้องมีการกำหนดว่า จะให้ส่งผลงานประเภทใดบ้าง เช่น  สิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์  ฯลฯ และต้องกำหนดว่าใครเป็นผู้มีสิทธิส่งผลงาน ใครเป็นผู้ประเมิน ใครเป็นผู้รับรอง และใครสามารถเข้าใช้ได้บ้าง
  2. ผลงานแต่ละรายการ (item) คือ อะตอมจัดเก็บถาวร (archival atom) ที่ได้รับการลงเมทาดาตาโดยใช้เค้าร่างของดับลินคอร์ (DC record) ซึ่งถูกทำเป็นดัชนีให้เรียกดูรายการและสืบค้นได้
  3. ผลงานแต่ละรายการ ถูกเก็บในบิตสตรีม (bitstreams) โดยประกอบด้วยชุดข้อมูลในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลแบบเรียบง่าย (flat file) และเมทาดาตาในรูปแบบของเอกสารเอชทีเอ็มแอลอีก 1 แฟ้มข้อมูล ชุดข้อมูลแบบเรียบง่ายถูกห่อเก็บไว้เป็น 1 ห่อ และเอกสารเอชทีเอ็มแอลรวมทั้งแฟ้มข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องถูกห่อเก็บไว้เป็นอีก 1 ห่อ แล้วใช้เมทาดาตาแบบเมทส์ (METS metadata) ในการระบุความสัมพันธ์ระหว่างห่อทั้งสองอีกทีหนึ่ง
  4. บิตสต รีมถูกเชื่อมโยงไปยัง bitstream format ซึ่งเป็นชุดของสารสนเทศที่อธิบายเกี่ยวกับลักษณะของแฟ้มข้อมูลเท่าที่ทราบ ให้มากที่สุดและลงรหัสบิตสตรีม รวมทั้งประเภทของแฟ้มข้อมูลตามหลักของ MIME type (Multipurpose Internet Mail Extensions type identifier) ซึ่งอาจมีการระบุคุณลักษณะของรูปแบบและโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการรูปแบบไว้ แต่ละรูปแบบสามารถกำหนดระดับของการเก็บรักษา  เพื่อเป็นการแนะว่าองค์กรหรือหน่วยงานควรจะจัดการอย่างไรในการสงวนรักษา เนื้อหาในรูปแบบต่างๆ เพื่อการใช้งานในอนาคต
  5. ผู้ใช้สามารถสามารถเข้าถึง อ่าน และสืบค้นผลงานเหล่านี้ได้ทางเว็บ

 

เมทาดาทา
ดีสเปซมีการลงเมทาดาทาโดยใช้เค้าร่างของดับลินคอร์ (Dublin Core Metadata schema) ในการอธิบายลักษณะของสารสนเทศ มีองค์ประกอบ 3 ตัวเท่านั้นที่บังคับให้ลง คือ ชื่อผลงาน ภาษา และวันที่ส่งผลงาน สำหรับข้อมูลส่วนอื่นๆ  ดีสเปซจะทำให้โดยอัตโนมัติ  หรือให้ผู้ดูแลเป็นผู้บันทึก  เมทาดาทาจะแสดงในรายการระเบียนในดีสเปซ และถูกทำเป็นดัชนีเพื่อให้สามารถเรียกดูรายการและเพื่อให้สามารถสืบค้นได้


ส่วนต่อประสานสำหรับผู้ใช้
ดีสเปซมีส่วนต่อประสานสำหรับผู้ใช้  ผู้ส่งผลงาน และผู้ดูแล ส่วนต่อประสานสำหรับผู้ใช้ทั่วไปนั้นใช้สำหรับการเรียกดูรายการและการสืบค้น ผู้ใช้สามารถเรียกดูเนื้อหาได้จากชุมชนหรือสถาบันที่มีสิทธิส่งผลงาน ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง หรือปีพิมพ์ มีการสืบค้นแบบพื้นฐาน (basic search) และการสืบค้นแบบขั้นสูง (advanced search) เพื่อสืบค้นระดับเขตข้อมูลได้อีกด้วย รวมทั้งสามารถแสดงผลการค้นที่เชื่อมโยงไปยังผลงานใหม่ๆ ที่เพิ่งมีการส่งเข้ามา แต่ในการเข้าใช้ในแต่ละรายการถูกจำกัดสำหรับผู้ใช้ที่มีสิทธิในการใช้เท่า นั้น ในปี ค.ศ. 2004 ดีสเปซได้ริเริ่มโครงการใหม่โดยร่วมมือกับกูเกิล (Google) เพื่อให้ผู้ใช้กูเกิลสามารถสืบค้นข้ามมาที่คลังเก็บสารสนเทศของดีสเปซได้


การริเริ่มการเก็บถาวรแบบเปิด
การริเริ่มการเก็บถาวรแบบเปิด หรือ Open Archives Initiative (OAI) เป็นแนวทางการกำหนดมาตรฐานสำหรับการเก็บรักษาในเชิงบันทึกถาวร โดยมีเป้าประสงค์ให้เป็นกรอบสำหรับระบบ โครงการ และหน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ในการทำการเก็บรักษาถาวรของตนได้ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยง  แลกเปลี่ยน เมทาดาตา ทำให้สามารถสืบค้น และเรียกใช้ข้อมูลข้ามระบบกันได้ ซึ่งระบบดีสเปซได้ทำส่วนต่อประสานที่อิงมาตรฐานการสื่อสารของ OAI นี้ด้วย ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบอื่นๆ ได้  และระบบดีสเปซได้ถูกขึ้นทะเบียนไว้กับ OAI แล้ว


กระแสงาน
โปรแกรมดีสเปซเป็นโปรแกรมจัดการคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันระบบเปิดตัวแรก ที่แก้ปัญหาของการส่งผลงาน (submit) อันหลากหลายได้ตามความต้องการของหน่วยงาน  ด้วยการใช้กระแสงาน  กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ  ‘ชุมชน’ ของหน่วยงาน/สถาบัน มีความคิดที่แตกต่างกันในการส่งสารสนเทศเข้ามาในคลังเก็บ ในการใช้โปรแกรมดีสเปซจึงต้องมีการระบุว่า ใครเป็นผู้มีสิทธิส่งผลงาน ผู้ประเมิน ผู้แก้ไข และผู้บริหารชุมชน  ก่อนที่ผลงานจะถูกเก็บลงในคลังเอกสารจะต้องผ่านกระบวนการประเมิน  กระแสงานในดีสเปซมีการประเมินหลายระดับ ผู้ประเมินสามารถตีคืนผลงานที่พิจารณาเห็นว่าไม่เหมาะสม  ผู้รับรอง (approver) เป็นผู้ตรวจสอบกระบวนการส่งผลงานของการผิดพลาดในด้านต่างๆ เช่น การลงเมทาดาทา และบรรณาธิการเมทาดาทา (metadata editor) เป็นผู้มีสิทธิในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเมทาดาทา


ตัวบ่งชี้ถาวร
วัตถุประสงค์หลักของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน  คือ ผู้ใช้สามารถสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลที่อยู่ในคลังเก็บนั้นๆ  ได้  แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ ทรัพยากรสารสนเทศที่เก็บไว้นั้น ยังคงใช้ได้อยู่หรือคงทนถาวร (persistence) สามารถใช้เป็นเอกสารอ้างอิงได้ดีในระยะยาวหรือไม่  โปรแกรมดีสเปซ จึงได้เลือกระบบแฮนเดิล (Handle system)  ซึ่งออกแบบโดย The Corporation for National Research Initiatives หรือ CNRI  มาสร้างตัวบ่งชี้ที่ถาวร โดยใช้พร็อกซีเป็นแฮนเดิลรีโซฟเวอร์สำหรับยูอาร์แอล ระบบแฮนเดิล เป็นระบบซี่งเก็บชื่อ หรือแฮนเดิล ของทรัพยากรสารสนเทศโดยสามารถชี้ตำแหน่งและเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆ  โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแฮนเดิลแต่อย่างใด

การสงวนรักษา
โปรแกรมดีสเปซมีแนวความคิดในการสงวนรักษา 2 ลักษณะ คือ การสงวนรักษาแบบบิตสตรีม (bitstream preservation) และการสงวนรักษาแบบฟังก์ชันนัล (functional preservation) การสงวนรักษาแบบแรก ทำขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าแฟ้มข้อมูลที่เก็บในคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน นั้น ยังคงเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงแม้แต่บิตเดียว ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ แม้ว่าแฟ้มข้อมูลไม่เปลี่ยนแต่ไม่สามารถหาโปรแกรมหรือเครื่องมาเปิดแฟ้ม ข้อมูลนั้นอ่านได้  ดังนั้น โปรแกรมดีสเปซ จึงคำนึงถึงการสงวนรักษาข้อมูลในระดับฟังชันนัลด้วย คือ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าใดก็ตาม ยังคงสามารถอ่านแฟ้มข้อมูลนั้นได้ ไม่ว่าแฟ้มข้อมูลนั้นเก็บอยู่ในรูปแบบใด โดยแบ่งชนิดของแฟ้มข้อมูลเป็น 3 แบบ คือ “supported”, “known” และ “unsupported” โดย “supported” หมายถึง รูปแบบแฟ้มข้อมูลที่มีการประกาศมาตรฐาน เช่น ทีฟ (TIFF), เอ็กซ์เอ็มแอล (XML) หรือรูปแบบแฟ้มข้อมูลที่ผู้คิดประกาศรายละเอียดของรูปแบบแฟ้มข้อมูลให้ สาธารณชนรับรู้ เช่น พีดีเอฟ (PDF) รีฟ (RIFF) ซึ่งระดับนี้เป็นรูปแบบที่จะได้รับการสงวนรักษาอย่างเต็มที่ ส่วน "known” หมายถึง รูปแบบแฟ้มข้อมูลที่มีการใช้กันในวงกว้าง แต่ผู้คิดมิได้ประกาศรูปแบบให้สาธารณชนรับรู้  ซึ่งระดับนี้ดีสเปซไม่รับประกันว่าจะสงวนรักษาได้เต็มที่  และรูปแบบสุดท้าย คือ “unsupported” คือ รูปแบบแฟ้มข้อมูลที่ใช้กันน้อย เช่น แฟ้มข้อมูล CAD/CAM หรือแฟ้มข้อมูลที่เป็นโปรแกรม เป็นต้น  ซึ่งดีสเปซปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของผู้ใช้ในการใช้งานแฟ้มเหล่านั้นเอง

การนำไปใช้
นับตั้งแต่เริ่มมีการประกาศใช้โปรแกรมดีสเปซเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002  มีหน่วยงานมากกว่า 240 แห่งทั่วโลก [13] ให้ความสนใจใช้โปรแกรมนี้ เช่น

ในประเทศสหราชอาณาจักร มีการใช้โปรแกรมดีสเปซในโครงการต่างๆ มากมาย เช่น

  1. The DSpace@Cambridge project  ใช้เป็นคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันหรับงานวิจัย รวมทั้งเอกสารการบริหารการศึกษา (administrative record) และเอกสารสนับสนุนการเรียนการสอน (learning objects)
  2. มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ เลือกใช้โปรแกรมดีสเปซกับโครงการ Theses Alive! เพื่อที่จะผลิตและเก็บวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์
  3. Glasgow’s DAEDALUS project เป็นโครงการนำร่องของคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันสำหรับการเก็บสิ่งพิมพ์ พิเศษและเนื้อหาประเภทอื่นๆ ที่เป็นดิจิทัล


ในประเทศอินเดีย  ที่มหาวิทยาลัยไมซูร์ (University of Mysore) มีโครงการ Vidyanidhi ซึ่งเป็นคลังเก็บวิทยานิพนธ์อิเล็กทรอนิกส์ระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิตของทั้ง ประเทศอินเดีย
ในประเทศเบลเยี่ยม มหาวิทยาลัยเกน (Universiteit Gent) ใช้ดีสเปซในการเก็บถาวรรูปภาพ และแผนที่
ส่วนในประเทศอื่นๆ เช่น ที่ Universite de Montreal’s Erudit มีโครงการแปลดีสเปซเป็นภาษาฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาพูดกำลังมีการแปลโปรแกรมนี้เป็นภาษาท้องถิ่น ด้วยเช่นกัน

ความเป็นพันธมิตรและบทบาทของห้องสมุด
แวนไรท์ [6] ผู้ควบคุมโครงการของห้องปฏิบัติการบริษัทฮิวเล็ตต์-แพ็คคาร์ด กล่าวถึง ปัญหาของการพัฒนาโปรแกรมดีสเปซในระยะแรก คือ  พันธมิตร  นักวิจัยของห้องปฏิบัติการบริษัทฮิวเล็ตต-แพ็คคาร์ด พบว่า พันธมิตรที่มีคุณค่ามากที่สุด ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ แต่เป็นบรรณารักษ์ เพราะบรรณารักษ์เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับทรัพยากรสารสนเทศเหล่านี้ในห้องสมุด เป็นเวลานาน และการมีคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันจะทำให้บทบาทของห้องสมุดเปลี่ยนไป  การจัดการและการสงวนรักษาเนื้อหาดิจิทัลควรจะเป็นความรับผิดชอบของห้องสมุด ห้องสมุดเป็นหน่วยงานที่เหมาะสมที่สุด เนื่องเพราะมีความเชี่ยวชาญ ในการรองรับหรือให้ความช่วยเหลือแก่คณาจารย์ นักวิจัย ในการลงรายการเมทาดาตา การควบคุมรายการหลักฐาน (Authority control) และการจัดการเนื้อหาในด้านอื่นๆ รวมทั้งการเข้าถึง และการใช้ประโยชน์จากผลงานเหล่านั้น [14]


ตัวอย่างโปรแกรมดีสเปซของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตต์ [15]

รูปที่ 4  แสดงถึงเว็บไซต์ที่ให้บริการดีสเปซของเอ็มไอที  จะเห็นว่า การใช้งานผ่านเว็บนั้นทำให้สะดวกและง่าย  เหมือนการสืบค้น และใช้งานสารสนเทศในอินเทอร์เน็ตทั่วไป

alt

รูปที่ 4  หน้าแรกของดีสเปซเว็บไซต์ของเอ็มไอที


รูปที่ 5 แสดงตัวอย่างของชุมชนที่แจกแจงไว้ในระบบดีสเปซของเอ็มไอที  การออกแบบให้โครงสร้างที่ยืดหยุ่นสูงของดีสเปซ  ทำให้ทุกหน่วยงานย่อยขององค์กรมีโอกาสเข้าร่วมเป็นหนึ่งของกิจกรรมนี้ได้โดย ไม่ยาก  และพร้อมเพรียงกัน

alt

รูปที่ 5  ตัวอย่างชุมชนในดีสเปซ

ดีสเปซกับคลังปัญญาจุฬาเพื่อประเทศไทย (Chulalongkorn University Intellectual Repository-CUIR)

ในปี พ.ศ. 2546 ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทั้ง 24 แห่ง (ปัจจุบันได้ขยายโครงการครอบคลุมในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฎ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยสงฆ์ สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน) ได้เริ่มดำเนินการจัดทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านโครงการพัฒนาเครือข่ายระบบห้องสมุดในประเทศไทยได้ร่วมกันสร้างฐานข้อมูล เพื่อการจัดเก็บเอกสารฉบับเต็มในรูปอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Collection) ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเข้าในระบบการจัดการสารสนเทศดิจิทัล (Digital Contents Management System-DCMS หรือในปัจจุบัน คือ TDC หรือ ThaiLIS Digital Collection) ซึ่งถือได้ว่า ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งเป็นตัวจักรสำคัญในการรวบรวม จัดเก็บ และเผยแพร่ทรัพยากรสารสนเทศดิจิทัลของสมาชิกในองค์กรตนเอง นับว่าเป็นก้าวแรกของการดำเนินการคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบันของประเทศไทย

พฤษภาคม-มิถุนายน พ.ศ. 2548  บุคลากรของสถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย นางสาวสุภาพร ชัยธัมมะปกรณ์ ได้รับการฝึกอบรม เรื่อง Information Management ด้วยทุน UNESCO ที่เมือง
บังกาลอร์ ประเทศอินเดีย  ได้นำเสนอการใช้ดีสเปซ ในการจัดทำคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน มีการทดลองการใช้โปรแกรมดีสเปซ โดยการนำวิทยานิพนธ์ งานวิจัยเฉพาะภาษาอังกฤษเข้าในระบบ ถือได้ว่าเป็นการนำดีสเปซมาใช้อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

ตุลาคม 2548  สถาบันวิทยบริการได้จัดการสัมมนา เรื่อง ปัญหาการบริหารจัดการและการให้บริการทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบดิจิทัล พร้อมเปิดสาธิตการใช้โปรแกรม และเชิญชวนให้คณาจารย์ นักวิจัยที่มาฟังร่วมส่งผลงาน โดยยังคงใช้ชื่อว่า Chulalongkorn Intitutional Repository – CUIR

ปีพ.ศ. 2548-2549 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมดีสเปซให้รับกับภาษาไทยโดย ผศ. ดร. วิวัฒน์ วัฒนาวุฒิ รองผู้อำนวยการสถาบันวิทยบริการ ร่วมกับนิสิตระดับบันฑิตศึกษา ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์  คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมทั้งมีการปรับเมทาดาทาเพื่อให้รองรับข้อมูลที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อมูล ที่นำเข้ามากยิ่งขึ้น สามารถนำข้อมูลวิทยานิพนธ์  ผลงานวิจัย การสัมมนา บทความวิจัย บทความทาง
วิชาการ เข้าในคลังเก็บได้เป็นจำนวน 3,000 กว่ารายการ ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Chulalongkorn Intellectual Repository – CUIR และใช้ชื่อภาษาไทยว่า คลังปัญญาจุฬาเพื่อประเทศไทย

ปีพ.ศ. 2549-2550 ได้มีการพัฒนาระบบงานการรับข้อมูลวิทยานิพนธ์จากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งต่อให้กับฐานข้อมูลห้องสมุดอัตโนมัติด้วยโปรแกรมอินโนแพค เพื่อลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนในการนำวิทยานิพนธ์เข้าฐานข้อมูลห้องสมุด

สิงหาคม พ.ศ. 2550 สถาบันวิทยบริการได้เผยแพร่ดีสเปซภาษาไทย โดยการอบรมให้กับหน่วยงานที่สนใจสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้ในวงกว้างมากยิ่ง ขึ้น
       
alt

รูปที่ 6 ดีสเปซของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [16]


ปี พ.ศ. 2550 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประกาศว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในประเทศไทย [17] ที่ใช้โปรแกรมดีสเปซ

alt

รูปที่ 7  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่อยู่ในรายชื่อหน่วยงานที่ใช้โปรแกรมดีสเปซ

ฐานข้อมูลงานวิจัยและผลงานวิชาการ บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University Institutional Repository Database –Mahidol - IR)

ในปี พ.ศ. 2550 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัดทำคลังเก็บสารสนเทศระดับสถาบัน ภายใต้ชื่อว่า ฐานข้อมูลงานวิจัยและผลงานวิชาการ บุคลากรมหาวิทยาลัยมหิดล หรือ Mahidol University Institutional Repository Database โดยมีชื่อย่อว่า Mahidol – IR โดยมีวัตถุประสงค์ [18] เพื่อพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นคลังข้อมูลกลาง ในการสืบค้นผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้า วิจัย เสริมสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการ และยังจะเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยทั้งในระดับชาติและระดับนานา ชาติ  โดยแบ่งประเภทของผลงานที่นำเข้าเป็น

  1. หนังสือ / ตำราวิชาการ (Books)
  2. รายงานการวิจัยที่ได้รับอนุมัติให้เผยแพร่ (Research  report)
  3. บทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสาร / ฐานข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Journal Articles)
  4. ผลงานวิชาการที่เสนอในที่ประชุม / สัมมนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Conferences)
  5. สื่อการสอน (Medias/CAI)
  6. เอกสารสิทธิบัตร (Patents)
  7. อื่นๆ

       
alt

รูปที่ 8 เว็บไซต์ของ Mahidol -IR


การดำเนินงานของโครงการมี 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 (2549-2550)  มีคณะ/สถาบันนำร่องเข้าร่วมโครงการ 7 หน่วยงาน คือ

  1. สถาบันพัฒนาการสาธารณสุขอาเซียน
  2. คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์
  3. สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท
  4. คณะเทคนิคการแพทย์
  5. สถาบันวิจัยโภชนาการ
  6. คณะสาธารณสุขศาสตร์
  7. คณะเภสัชศาสตร์


การพัฒนาฐานข้อมูล สำนักหอสมุดได้เลือกใช้ซอฟท์แวร์ GSDL – Greenstone Digital Library กำหนดใช้ Dublin Core Metadata เป็นมาตรฐานการลงรายการ มี Template การลงรายการข้อมูล 4 แบบ สำหรับบทความ สิ่งพิมพ์วิจัย/ตำรา สื่อการสอน/สื่อมัลติมีเดีย และข้อมูลบุคลากร  เจ้าของข้อมูลสามารถบันทึกข้อมูลได้ด้วยตนเอง  การสืบค้นสามารถสืบค้นโดย Search หรือ Browse  สามารถ Search ฐานข้อมูลงานวิจัยและผลงานวิชาการ (Research) หรือ ฐานข้อมูลทำเนียบนาม (Directory) ส่วน Browse สารมารถค้นหาผลงานตาม หัวข้อต่างๆ คือ ชื่อคณะ/สถาบัน (Faculty) ชื่อเจ้าของผลงาน (Author) ชื่อเรื่อง (Title) ปีที่พิมพ์/ผลิต (Date) และประเภทผลงาน (Type)  ผลการสืบค้นที่ได้ประกอบด้วยข้อมูลรายการบรรณานุกรม และเอกสารฉบับเต็ม (ถ้ามี) สามารถเข้าใช้งานได้ที่ www.li.mahidol.ac.th หรือ Intranet.li.mahidol.ac.th/mahidolIR/index.php

รายการอ้างอิง

  1. “What is an Institutional Repository”. [On-line]. Available: http://library.ucalgary.ca/libraryinformation/dspace/whatisaninstitutionalrepository.php. Visited: 12/08/2007 10.30.
  2. Lynch, Clifford A. “Institutional repository : essential infrastructure for scholarship in the digital age.” ARL 226 (February 2003): 1-7 [On-line]. Available: http://www.arl.org/resources/pubs/br/br226/br226ir.shtml. Visited: 12/08/2007 10.34.
  3. Johnson,  Richard K. “Institutional repositories : partnering with faculty to enhance scholarly communication.” D-Lib Magazine V.8 No.11 (November 2002) [On-line]. Available: http://www.dlib.org/dlib/november02/johnson/11johnson.html. Visited: 12/08/10.52.
  4. Tennant, Roy. “Institutional Repositories”. Library Journal 9,15 (2002). [On-line]. Available: http://www.libraryjournal.com/index.asp?layout=article&articleid=CA242297&publication=libraryjournal. Visited: 13/08/2007. 10.51.
  5. Prudlo, Marion. “E-Archiving : an overview of some repository management software tools.” ARIADNE, issue 43 (April 2005).[On-line]. Available: http://www.ariadne.ac.uk/issue43/prudlo/12/08/2007. 11.11
  6. “DSpace : preserving digital data for the ages”. HP Labs : News. (August 2003). [On-line]. Available: http://www.hpl.hp.com/news/2003/july_sept/dspace.html. Visited: 14/08/2007. 10.01
  7. Smith, MacKenzie. [et al.]. “DSpace : an open source dynamic digital repository.” D-Lib Magazine  9, 1 (January 2003). [On-line]. Available: http://www.dlib.org//dlib/january03/smith/01smith.html. Visited: 14/08/2007 10.04
  8. DSpace Web site http://libraries.mit.edu/dspace-mit.  Visited: 14/08/2007. 10.05
  9. SourceForge Web site http://sourceforge.net/projects/dspace. Visited: 14/08/2007 10.06.
  10. Downloads. [On-line] Available: http://www.hpl.hp.com/downloads. Visited: 14/08/2007 10.07
  11. Garfinkel, Simson. “MIT DSpace explained.” [On-line] Available: http://technologyreview.com/articles/05/07/issue/feature_mit.asp. Visited:  14/08/2007 09.30
  12. Bass, Michale J. [et al.]. “DSpace- a sustainable solution for institutional digital asset services – spanning the information asset value chain: ingest, manage, preserve, disseminate. Internal reference specification. Technology & Architecture. [On-line] Available: www.dspace.org/technology/architecture.pdf  Visited: 14/08/2007 09.10
  13. “DSpace” [On-line] Available: http://en.wikipedia.org/wiki/DSpace Visited: 13/08/2007 19.02
  14. Crow, Raym. “The case of institutional repositories: a SPARC position paper.” [On-line]. Available: http://works.bepress.com/ir_research/7   Visited: 14/08/2007 10.15
  15. DSpace at MIT https://dspace.mit.edu/index.jsp  Visited: 13/08/2007 21.50.
  16. คลังปัญญาจุฬาเพื่อประเทศไทย” [ออนไลน์] Available: http://cuir.car.chula.ac.th Visited: 13/08/2007.
  17. “DspaceInstances”. [on-line] Available: http://wiki.dspace.org/index.php//DspaceInstances Visited: 13/08/2007. 17.52.
  18. “Mahidol University Institutional Repository”. [On-line] Available: http://mulinet2.li.mahidol.ac.th/gsdl/index.php Visited: 13/08/2007 19.27
Last Updated on Friday, 21 January 2011 09:21  

ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและให้บริการความรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

film izle film izle pornosikis sikiselim pembedelik