Buy Cheap Generic Viagra

บรรณารักษ์กับกฎหมายลิขสิทธิ์

E-mail Print

ใน FB กลุ่ม Librarian in Thailand มีการถกกันเรื่อง eBook กับประเด็นลิขสิทธิ์ มีหลายท่านที่ทำงานบรรณารักษ์และอาจารย์สายสารสนเทศมาแสดงความเห็นกันหลากหลาย เช่น

  • ถ้าเราทำแล้วไม่ขึ้นเว็บ ใช้บริการแบบ off line ภายในห้องสมุดเท่านั้น ไม่น่าจะผิดนะคะ ก็เหมือนกับสมัยก่อนเราถ่ายเก็บเป็นไมโครฟิช ไมโครฟิล์ม เพื่ออนุรักษ์ คือแค่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น
  • ควบคุมให้อยู่ในขอบเขตได้ ก็ไม่น่ามีปัญหา ใช้พวก DRM ช่วย อย่าง pdf ตอนนี้ ถ้าหา solution ดีๆ สามารถกำหนดวันหมดอายุของไฟล์ได้ กำหนดรหัสผ่านได้ พิมพ์ได้ แต่ copy ต่อไม่ได้อะไรพวกนี้นะครับ
  • ถ้าเราควบคุมการเผยแพร่ได้ ให้สามารถเปิดใช้ได้เฉพาะภายในห้องสมุด มีระบบ DRM ที่ดี เช่นเดียวกับฐานข้อมูลเมืองนอก มันก็ไม่เกินขอบเขตที่เหมาะสม ก็ยังเชื่อได้ว่า ไม่น่ามีปัญหา แต่ถ้าหากเผยแพร่แบบ Internet โต้งๆ ใครๆ ก็เข้าไปเปิดได้ ขาดการควบคุม ผู้ใช้ copy เผยแพร่ต่อ ผลของเจตนาที่ดีของบรรณารักษ์ก็กลายเป็นละเมิดลิขสิทธิ์ในทันที
  • ตามหลักของ First sale ถ้าซื้อมาแล้วก็เป็นสิทธิ์ของเราครับ ที่จะทำอะไรก็ได้ตราบใดที่ไม่ละเมิดข้อตกลงใดๆที่กระทำร่วมกันก่อนที่เราจะคลิกซื้อ (เพราะงั้นดูเงื่อนไขดีๆ ก่อนที่จะคลิก I accept ใดๆ) ปัจจุบันมีเทคโนโลยี DRM ที่ไฟล์ดิจิทัลใดๆที่ซื้อหรือโหลดมาจะเปิดได้เฉพาะบนเครื่องนั้นๆเท่านั้น ซึ่งจะเอามาอุดช่องโหว่ของการโอนไฟล์ให้กันและกันนี่แหละครับ การส่งลิงค์ไม่มีปัญหา แต่การส่งไฟล์นี่อย่าลืมว่าเป็นการทำสำเนาอย่างหนึ่งนะครับ คงต้องดูเป็นเงื่อนไขไปว่าเจ้าของลิขสิทธิ์เค้าโอเคหรือเปล่า แต่ไฟล์สองไฟล์โทษน้อยมาก อย่าซีเรียสเลยครับ

จากกลุ่มพูดคุย แสดงให้เห็นว่า "เป็นการให้ความเห็นด้วยความคิดเห็นส่วนตัว" และมักจะใช้คำว่า "ไม่น่าจะมีปัญหา" อันเป็นการสร้างความเสี่ยงให้ตนเอง เพราะการฟ้องร้องลิขสิทธิ์ เกิดจากผู้ฟ้องร้องซึ่งมักจะเป็นเจ้าของสิทธิ์ดำเนินการฟ้องร้อง เราไม่สามารถไปห้ามเค้าได้ ดังนั้นคำว่า "ไม่น่าจะมีปัญหา" จึงอาจจะกลายเป็น "ดาบ" กลับมาหาคนที่พูดก็ได้ และอาจจะไม่เตรียมพร้อมตั้งรับหากเกิดการฟ้องร้องขึ้นมาจริง

นอกจากนี้เมื่อไปสืบค้นจากเว็บไซต์ของห้องสมุดหลายเว็บ พบข้อความ ดังนี้

Copyright

หากลองพิจารณาตัวบทกฎหมายจริงๆ แล้ว จะพบว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ได้กล่าวถึง "บรรณารักษ์" ไว้ในมาตรา 34 คือ

"การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุดซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร และได้ปฏิบัติตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่ง ในกรณีดังต่อไปนี้

            (1) การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
            (2) การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา"

โดยจากการพูดคุยพบว่า หลายท่าน จะตัดตอนเฉพาะข้อ 1 และ ข้อ 2 มาใช้ คือ สามารถทำได้เมื่อเป็นการทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น และเมื่อเป็นการทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา โดยลืมไปว่า วรรคแรกของมาตรา 34 ได้กล่าวถึงวรรคแรกของมาตรา 32 ด้วย ซึ่งมีใจความ ดังนี้

"มาตรา 32 การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์"

โดยคำสำคัญของวรรคแรกในมาตรา 32 ที่เจ้าของสิทธิ์มักจะนำมาใช้ในการฟ้องร้องคือ คำว่า "ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์....ตามปกติ" และ "ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิ...เกินสมควร" 

ซึ่งจากคำสำคัญข้างต้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้ดำเนินการที่เกี่ยวข้องโดยจัดทำ "คู่มือการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม" ขึ้นมาหลายฉบับ โดยจุดสำคัญของคู่มือคือ หลักเกณฑ์การพิจารณาการใช้งานลิขสิทธิ์ที่เป็นธรรม ซึ่งมีใจความสำคัญคือ 

" พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้บัญญัติเรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ในมาตรา 32 โดยกำหนดให้การใช้งานลิขสิทธิ์ในบางลักษณะสามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะถือว่าเป็นการใช้ที่เป็นธรรม เช่น การใช้งานในการเรียนการสอน การเสนอรายงานข่าว หรือการใช้งานโดยบรรณารักษ์ห้องสมุด เป็นต้น แต่การใช้งานลิขสิทธิ์ดังกล่าวตามที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้จะต้องอยู่ภายใต้หลักการสำคัญ 2 ประการ ประกอบกันคือ

1) ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ
2) ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร"

ดังนั้นหากบรรณารักษ์ท่านใด อ่าน พรบ.ลิขสิทธิ์ เฉพาะมาตรา 34 โดยไม่โยงไปวรรคแรกของมาตรา 32 ก็คงเป็นการสร้างความเสี่ยง "จากการตีความเข้าข้างตนเอง" ได้ 

Last Updated on Tuesday, 16 July 2013 23:12 Read more...
 

ปัจจัยหลักเกี่ยวกับ Insourcing และ Outsourcing โครงการไอที (ตอนจบ)

E-mail Print

ในตอนที่แล้วได้นำเสนอถึงเหตุผลสำคัญในการพิจารณาเลือก Insourcing คือ การรักษาความสามารถหลัก (Core competency) ขององค์กร องค์กรมีความพร้อมด้านบุคคลากรผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และการมีอำนาจในการควบคุมและตรวจสอบโครงการ สำหรับบทความนี้จะขอนำเสนอเหตุผลสำคัญในการพิจารณาเลือก Outsourcing และปัจจัยเสี่ยงที่ควรพิจารณา

Last Updated on Friday, 02 November 2012 09:59 Read more...
 

13 - 14 ธ.ค.55 การประชุมเชิงปฏิบัติการห้องสมุด

E-mail Print

bcp-plan


สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต, ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), และสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยศรีปทุม
 
ขอเชิญบุคลากรของห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการห้องสมุด  รายละเอียดเพิ่มเติม

  • ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าร่วมประชุม
  • สงวนสิทธิผู้เข้าร่วมประชุมฯ สถาบันละ 2 ท่าน
  • รับสมัครจำนวนจำกัด 150 ท่าน
  • ปิดรับสมัครการลงทะเบียนออนไลน์ ภายในวันที่ 7 ธันวาคม 2555
     
Last Updated on Thursday, 13 December 2012 09:25
 

ปัจจัยหลักเกี่ยวกับ Insourcing และ Outsourcing โครงการไอที

E-mail Print

Outsourcing คือ การว่าจ้างบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกเพื่อดำเนินงาน (บาง) โครงการแทนบุคลากรภายในองค์กร กลายเป็นที่รู้จักแพร่หลายยิ่งขึ้นหลังจากกรณีความสำเร็จของบริษัท Kodak เมื่อปี 1989 (Loh and Venkatraman, 1991) อย่างไรก็ตามมิใช่ทุกกรณีของ Outsourcing ที่จะประสบความสำเร็จ มีหลายกรณีของความล้มเหลวที่ถูกอ้างถึงในวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีของ London Ambulance Service’s Computer Aided anihulance Dispatch (Avison and Fitzgerald, 2006) ดังนั้นก่อนตัดสินใจ Outsource หรือไม่นั้น องค์กรจำเป็นต้องมีการประเมินข้อดีและข้อจำกัดระหว่าง Outsourcing และ Insourcing เพื่อพิจารณาว่าทางเลือกได้คือทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์กร

Last Updated on Wednesday, 31 October 2012 10:10 Read more...
 

4 ปัจจัยเสี่ยงของการดำเนินโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศ

E-mail Print

ในยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ระบบสารสนเทศนับเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญขององค์กร องค์กรส่วนใหญ่ตระหนักว่าระบบสารสนเทศนั้นสามารถช่วยเพิ่มผลิตผลและความสามารถในการแข่งขันให้แก่องค์กร ดังนั้นหลายองค์กรจึงลงทุนจำนวนมากในการพัฒนาระบบสารสนเทศ อย่างไรก็ตามมิใช่ทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาดังกล่าว เนื่องจากระบบสารสนเทศส่วนใหญ่นั้นมีความยุ่งยากและซับซ้อน ตัวอย่างการศึกษาของ McManus and Wood-Harper (2008) อ้างว่า มีเพียง 1 ใน 8 ของ 214 โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศในสหภาพยุโรปที่ประสบความสำเร็จ (พิจารณาจากเวลาที่ดำเนินโครงการ งบประมาณ และการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้)

ส่วนใหญ่การจัดการระบบสารสนเทศมักมีความยุ่งยาก ซับซ้อน และอยู่บนความเสี่ยงหลายประเด็น (Kolltveit, Hennestad and Gronhaug, 2007 ; Cadle and Yeates, 2001) บางประเด็นไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่อาจจัดการด้วยการตระหนักและเตรียมการรับมือล่วงหน้า ที่ผ่านมามีการศึกษาปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศด้วยวิธีการศึกษาที่แตกต่าง เช่น การสำรวจ (Yeo, 2002; Ropponen and Lyytinen, 2000) กรณีศึกษา ( Buehler, Freeman and Hulme, 2008; Dey, 2001) รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้จัดการโครงการ (Taylor, 2006) หรือ ผู้บริหารระดับสูง (Poon and Wagner, 2001) ซึ่งมีหลายปัจจัยเสี่ยงได้ถูกหยิบยกขึ้น โดยที่สรุปได้ คือ การพึ่งพาอาศัย ความต้องการ การบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสม และ การขาดแคลนความรู้

Last Updated on Monday, 29 October 2012 12:20 Read more...
 


Page 12 of 19

ฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาและให้บริการความรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของฝ่ายบริการความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป

film izle film izle pornosikis sikiselim pembedelik