Archive for the ‘ประเพณีวัฒนธรรม’ Category

“เสด็จพ่อ ร.5″ ควรหรือไม่ควร

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: p.anchalee
May 12th, 2010

หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน ได้ฟัง หรือเคยได้กล่าวคำเรียก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ว่า “เสด็จพ่อ ร.5″ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันใหม่ว่าควรจะใช้คำเรียกท่านอย่างไรจึงจะถูกต้อง

สถาบันกษัตริย์ของเรานั้น มีฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิด ซึ่งพอจะกล่าวได้โดยสังเขปดังนี้ จากพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชินี ก็มาถึง “เจ้าฟ้า” (”เจ้าฟ้า” คือพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ซึ่งประสูติแต่ พระมเหสี หรือพระอัครชายา) ส่วนพระราชโอรสหรือพระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนม (ในสมัยโบราณ) หรือเจ้าจอม (ในสมัยรัตนโกสินทร์) ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมาจากสามัญชน พระราชโอรสหรือพระราชธิดาที่ประสูติมา จะมีฐานันดรศักดิ์เป็นพระองค์เจ้า (เช่น พระเจ้าลูกยาเธอ หรือพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้า…)

พระราชวงศ์ในระดับพระเจ้าลูกยาเธอ หรือพระเจ้าลูกเธอนี้ บุคคลผู้ใกล้ชิดจะเรียกว่า เสด็จ ซึ่งถ้าต่อไปทรงเจริญพระชนม์ขึ้น ได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมแล้ว ก็จะเรียกว่า เสด็จในกรม

(more…)

Tags: คำเรียก, ภาษาไทย

สืบสานประเพณีไทย กับ ” วันมหาสงกรานต์ “

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม  by: Nirahanee
April 14th, 2010

เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ “    e0b8a7e0b8b1e0b899e0b8aae0b887e0b881e0b8a3e0b8b2e0b899e0b895e0b98c

สงกรานต์ มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ก้าวขึ้น หรือ ผ่าน หรือ เคลื่อนย้าย ซึ่งหมายถึง การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งเข้าไปอีกราศีหนึ่ง เช่น เคลื่อนจากราศีพฤษภไปสู่ราศีเมถุน อันเป็นเหตุการณ์ปกติเกิดขึ้นทุกเดือน เรียกว่า สงกรานต์เดือน ยกเว้นว่าเมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใดก็ตตามก็จะเรียกชื่อเป็นพิเศษว่า มหาสงกรานต์ อันหมายถึง การก้าวขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งนับเป็นครั้งสำคัญ  เพราะถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามคติพราหมณ์  โดยเป็นการนับ ทางสุริยคติ  ตรงกับ วันที่ 13 15 เมษายน ซึ่งแต่ละวันจะมีชื่อเรียกเฉพาะ ดังนี้

วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ หมายถึง วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอีกครั้ง หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่น ๆ จนครบ 12 เดือน

วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนา หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์เข้าเคลื่อนสู่ราศีเมษอันเป็นราศีตั้งต้นปีเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย

วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การกำหนดให้อยู่ในวันนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าดวงอาทิตย์โคจรจาก ราศีมีน เข้าสู่ ราศีเมษแล้วอย่างน้อย 1 องศา

ประเพณีสงกรานต์ 4 ภาค

ประเพณีปีใหม่เมือง : ประเพณีสงกรานต์ล้านนา

ชาวล้านนา เรียกเทศกาลสงกรานต์นี้ว่า ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่อง หมายถึง วันที่ปีเก่าผ่านไป วันที่ 14 เมษายนเรียกว่า วันเนา หรือ บางทีเรียกว่า วันเน่า เพราะถือว่าเป็นวันห้ามพูดจาหยาบคาย หากพูดแล้วจะทำให้ปากเน่าและไม่เจริญ ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก ถือเป็นเริ่มต้นปีใหม่ เป็นวันที่ชาวบ้านจะทำบุญประกอบกุศลเลี้ยงพระ ฟังธรรมอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ

ประเพณีวันว่าง : ประเพณีสงกรานต์ปักษ์ใต้

ภาคใต้ เรียกวันสงกรานต์ว่า ประเพณีวันว่าง ถือเป็น วันละวางทั้งกายและใจจากภารกิจปกติ โดยเรียกวันที่ 13 เมษายนว่า

วันส่งเจ้าเมืองเก่า เพราะมีความเชื่อว่าเทวดารักษาบ้านเมืองกลับไปชุมนุมกันบนสวรรค์ วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันว่าง คือวันที่ ปราศจากเทวดารที่รักษาเมือง ดังนั้น ชาวบ้านก็จะงดงานอาชีพต่าง ๆ แล้วไปทำบุญที่วัด และ วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันรับเจ้าเมืองใหม่ คือวันรับเทวดาองค์ใหม่ ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเมืองแทนองค์เดิมที่ย้ายไปประจำเมืองอื่นแล้ว

ประเพณีบุญเดือนห้า มหาสงกรานต์ : ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสาน

ชาวอีสาน นิยมจัดกันอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น โดคนอีสานเรียกประเพณีสงกรานต์ว่า บุญเดือนห้า หรือ

ตรุษสงกรานต์ และถือฤกษ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เวลา 15.00 น. เป็นเวลาเริ่มงาน โดยพระสงฆ์จะตีกลองโฮมเปิดศักราช จากนั้นญาติโยมจะจัดเตรียมน้ำอบหาบไปรวมกันที่ ศาลาวัดเพื่อสรงน้ำพระพุทธรูป

ประเพณีเถลิงศก : ประเพณีสงกรานต์ภาคกลาง

ภาคกลาง มีกิจกรรมหลัก ๆ คล้าย ภาคอื่น ๆ เช่นกัน คือ ทำความสะอาดบ้านเรือน และนอกจากนี้ยังมีการทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษ การสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ รวมทั้งการขนทรายเข้าวัดและการก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น

แหล่งที่มา

จุลสาร เทศกาล เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ ปี 2553 หน้า 1- 2

http://www.songkran.net

http://thai.tourismthailand.org/

ภาพประกอบ

http://www2.ph.mahidol.ac.th/family/webboard/upimages/1237549705.jpg

Tags: ประเพณีไทย, ปีใหม่ไทย, วันสงกรานต์

ภูมิปัญญาเก่า ( เมืองภูเก็ต )

Posted in ข่าว, ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้, สุขภาพ, เครื่องมือ-เครื่องใช้  by: tawinpat
November 27th, 2009

รายการ พรุ่งนี้ต้องดีกว่า…เมื่อรู้ค่าความพอเพียง

ตอนที่24 ภูมิปัญญาเก่า ( เมืองภูเก็ต ) คลิกที่นี่รับชมรายการ

( ภาพ/เสียง) นายจำรัส ภูมิภูถาวร “ ด้านหลังยังลงไปอีกไกล ยังมีหลายอย่างครับ มีการเก็บสะสมพันธุ์ไม้ อย่างหน่อไม้น้ำหรือกะเปกครับ…กำลังสูญหายจากภูเก็ต ตอนนี้ผมก็เลยมีแปลงขยายพันธุ์ไว้ด้วย แล้วก็มีอีกแปลงหนึ่ง คือแปลงหน้าวัวพันธุ์เปลวเทียนภูเก็ต ซึ่งกำลังจะสูญหายจากภูเก็ต สมัยก่อนต้นหน้าวัวก็ส่งเข้ากรุงเทพหมด ” (more…)

Tags: จำรัส ภูมิภูถาวร, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง, ภูเก็ต

” ปัตตานีื “

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: Nirahanee
November 5th, 2009

e0b88ae0b89ae0b8b22 ปะตานี หรือ ฟาฏอนี

ปัตตานี กลายเสียงมาจากภาษาสันสกฤต   คือ

ปตฺตน แปลว่า กรุง, ธานี, นคร, เมือง ซึ่งเห็นได้จากชื่อเมืองหนึ่งของอินเดียภาคใต้ ถิ่นฐานของพวกโจฬะ ที่เคยมายึดครองเมืองลังกาสุกะ คือ เมือง นาคปตฺตน ปัตตานี ตามคำบาลี สันสกฤต หมายถึง หญิงแม่เรือน เมืองนี้มีหญิงครองเมืองถึงสี่องค์ คือ รายาฮีเยา รายาบีรู รายาอูงู และรายากูนิง เมื่อสิ้นรัชสมัยรายากูนิง ปัตตานีก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรไทย (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)

ธานี หมายถึง เมืองใหญ่ริมฝั่งสมุทรมีแหลมยื่นออกไปในทะเล ปัตตานี จึงเป็นที่พักเรือสินค้าซึ่งมาจากจีน ริวกิว ชวา สุมาตรา และ อินเดีย

บางคนได้กล่าวไว้ว่า ตานี และ ปัตตานี มาจากคำภาษามลายู ปาตานี (Patani,ڤتنا) ซึ่งมาจากคำว่า Pata Ini หมายถืงชาวนา หรือ ที่นา เพราะตานีเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมานานแสนนาน และในภาษาอาหรับ ได้ให้ความหมายคำว่า ปะฎานี หรือ ฟาฏอนี (fathoni) หมายถึงนักปราชญ์ ซึ่งชาวตานีในอดีตมีความสนใจศาสนาอิสลามและภาษาอาหรับ รวมทั้งได้มีการเปิดสถานศึกษาแบบปอเนาะเป็นแห่งแรกที่ปัตตานี ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

ในหนังสือสยาเราะห์ กรือยาอันมลายูปะตานี ของอิบรอฮิม ซุกรี เล่าว่า เมืองโบราณปัตตานีชือ โกตามะห์ลิฆัย (บางตำนานว่าชื่อลังกาสุกะ) ซึ่งเจริญรอยตามวัฒนธรรมอิเดียโดยนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน ปัจจุบันคือบริเวณอำเภอยะรัง

· ตราประจำจังหวัด: ปืนใหญ่นางพญาตานี

· ดอกไม้ประจำจังหวัด: ดอกชบา (Hibiscus sp.)

· ต้นไม้ประจำจังหวัด: ตะเคียนทอง (Hopes odorata)

· คำขวัญประจำจังหวัด: บูดูสะอาด หาดสวย รวยน้ำตก นกเขาดี ลูกหยีอร่อย หอยแครงสด

แหล่งที่มา : 1. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 3. [พระนคร] : โรงพิมพ์ไทย, 2457

2.ประพนธ์ เรืองณรงค์. บุหงาปัตตานี : คติชนไทยมุสลิมชายแดนภาคใต้. กรุงเทพฯ :

มติชน, 2540

3. ประพนธ์ เรืองณรงค์. เรื่องเล่าจากปัตตานี. รุงเทพฯ : สถาพรบุ๊คส์, 2548

4. อนันต์ วัฒนานิกร. ประวัติเมืองลังกาสุกะ-เมืองปัตตานี. กรุงเทพฯ : เคล็ดไทย, 2531

5. อิบรอฮิม ชุกรี. ประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรมลายูปะตานี.

เชียงใหม่ : ซิลค์เวอร์ม บุ๊คส์, 2549

สนใจเรียนรู้ประวัติศาสตร์ปัตตานีเพิ่มเติมได้ที่นี่

http://www.pattani.go.th/

http://www.pattanitoday.com/htm/modules.php?name=Content&pa=list_pages_categories&cid=1

Tags: คำขวัญประจำจังหวัด, ดอกชบา, ตะเคียนทอง, น้ำบูดา, ปะตานี, ปัตตานี, ปืนใหญ่, ลังกาสุกะ, ลูกหยี

ถือศีลกินเจเพื่อสุขภาพ

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม  by: Montean
October 19th, 2009

ตำนานเทศกาลกินเจ

เทศกาลเจ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า เกิดมาในสมัยที่ชาวจีนถูกรุกรานโดยชนชาติแมนจู ซึ่งเข้าปกครองประเทศจีน และบังคับให้ชนชาติจีนยอมรับวัฒนธรรมของตน อาทิ การไว้ทรงผมเยี่ยงแมนจู คือ โกนศีรษะโล้นทางด้านหน้าและไว้ผมยาวทางด้านหลัง ซึ่งหลายคนคงจะชินตาในภาพยนตร์จีนที่นำมาฉายทางทีวี
(more…)

Tags: วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9, สุขภาพ, เจ

บั้งไฟพญานาค

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: Nirahanee
October 4th, 2009

บั้งไฟพญานาค
ทุกวันออกพรรษา หรือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 จะเกิดปราฏการณ์ “บั้งไฟพญานาค” หรือ บั้งไฟผี ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกไฟสีชมพู ไม่มีกลิ่น ไม่มีควัน ไม่มีเสียง พุ่งขึ้นเหนือลำน้ำโขง มีตั้งแต่ระดับ 1-30 เมตร แล้วพุ่งขึ้นไปในอากาศสูงประมาณ 50-150 เมตร เป็นเวลาประมาณ 5-10 วินาที โดยจะเกิดปีละ 1 ครั้ง
ติดตามอ่านได้ที่ :1. บั้งไฟพญานาค จังหวัดหนองคาย จุลสาร 00054 ( Arts )
2.ปริญญา พุทธาภิบาล ตามดูบั้งไฟพญานาค กรุงเทพฯ : คอมม่า ดีไซน์ แอนด์ พริ้นท์, 2548 (Arts : GR830.S47 ป173ต 2548 )
3. จิตรกร เอมพันธ์. พญานาค เจ้าแห่งแม่น้ำโขง : พิธีกรรมกับระบบความเชื่อพื้นบ้านแห่งวัฒนธรรมอีสาน. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยภาค
วิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขาวิชามานุษยวิทยา, 2545 ( Arts : วิทยานิพนธ์ )
Full Text

Tags: บั้งไฟ, บั้งไฟพญานาค, วันออกพรรษา

ตักบาตรเทโว

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: Nirahanee
October 4th, 2009

สืบสานวัฒนธรรมไทย ด้วยการตักบาตรเทโว
การตักบาตรเทโวเป็นประเพณีใหม่ที่เข้ามาในล้านนาไทย เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช 2500 เป็นต้นมา พระสงฆ์และประชาชนได้ลัทธิประเพณีมาจากไทยภาคกลาง นำมาจัดทำกันในล้านนา ที่จัดประเพณีอย่างยิ่งใหญ่ มีผู้คนมาร่วมงานกันมาก ซึ่งจัดขึ้นทุกปีในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ใต้ คือ เดือนเกี๋ยง แรม 1 ค่ำ ของล้านนาไทย
ประเพณีตักบาตรเทโว เป็นคำย่อมาจาก “เทโวโรหณะ” หมายถึง การเสด็จลงจากเทวโลกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามตำนานเล่าว่าเมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ได้เสด็จไปประกาศพระศาสนาในแคว้นทั่วชมพูทวีป เริ่มตั้งแต่เมืองราชคฤท์, พาราณสี, เมืองสาวัตถี ตลอดถึงเมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นราชปิตุภูมิของพระองค์ ทรงเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ, พระพุทธบิดา, พระนางมหาปชาบดีโคตมี, พระนางยโสธราพิมพา และราหุลราชกุมาร ตลอดถึงพระประยูรญาติทั้งหลาย ให้บรรลุมรรคผลตามสมควรแก่อุปนิสัยของตนแล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงพระนางสิริมหามายา ซึ่งได้สิ้นพระชนม์หลังจากพระองค์ประสูติได้ 7 วัน ทรงดำริที่จะสนองคุณพระพุทธมารดา ซึ่งมีพระคุณมากมายยิ่งนัก จะหาอะไรเปรียบปานมิได้ ทรงวินิจฉัยโดยรอบคอบแล้ว เห็นว่ามีสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะสนองคุณพระพุทธมารดา เป็นการใช้หนี้ค่าน้ำนมให้คู่ควรกันได้ นั่นคือ พระอภิธรรม
ฉะนั้นในพรรษาที่ 7 นับแต่ปีที่ตรัสรู้ พระพุทธองค์จึงได้เสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทศนาพระอภิธรรมปิฎกโปรดพระพุทธมารดาอยู่หนึ่งพรรษา ครั้นออกพรรษาแล้ววันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 พระพุทธเจ้าจึงเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มาประทับที่เมืองสังกัสสะ มีประชาชนไปเฝ้าพระพุทธองค์ เพื่อทำบุญตักบาตรอย่างหนาแน่น ด้วยเหตุนี้ชาวพุทธจึงถือว่า วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกลงมาสู่เมืองมนุษย์ จึงนิยมตักบาตรกันเป็นพิเศษ เป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า “ตักบาตรเทโว”
ของที่นิยมใช้ตักบาตรในวันนั้น นอกจากข้าวปลาอาหารธรรมดาแล้วก็มีข้าวต้มมัดใต้และข้าวต้มลูกโยน

Tags: ข้าวต้มมัดใต้, ข้าวต้มลูกโยน, ตักบาตรเทโว

ขนมเปี๊ยะ ขนมบัวหิมะ ( โก๋อ่อน )

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: Nirahanee
September 22nd, 2009

วันไหว้พระจันทร์
ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี เป็นวันไหว้พระจันทร์ของชาวจีน
ภาษาจีนเรียกวันไหว้พระจันทร์ว่า” จงชิว ” ที่มาของคำว่าจงชิวนี้คือ เดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติตกอยู่ช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วง (เดือนเจ็ดและเดือนแปดอยู่ในฤดูใบไม้ร่วง หนึ่งฤดูแบ่งเป็น เมิ่ง จ้ง จี้ ) จึงเรียกว่า ” จ้งชิว ” ประกอบกับวันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนแปดก็ตกอยู่ในช่วงกลางของเวลาที่เรียกว่าจ้งชิวนี้ จึงเรียกเทศกาลดังกล่าวว่า” จงชิว ” ด้วย
วันไหว้พระจันทร์ ถือเป็นวันสารท เพราะตรงกับวันกลางเดือน คือวันที่ 15 ถ้าเป็นตรุษจะเป็นวันที่ 1 ของเดือน ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน และถือเป็นวันกลางเดือนของเดือน กลางฤดูใบไม้ร่วง ด้วยว่าประเทศจีนนั้นแบ่งวันเวลา เป็น 4 ฤดูกาล ฤดูหนึ่งมี 3 ดวง คือ ชุง แห่ ชิว ตัง คือฤดูใบไม้ผลิ ฤดูฝน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ตามมลำดับ
ขนมที่ทำมาเป็นพิเศษในเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ก็คือ ขนมเปี๊ยก้อนใหญ่พิเศษ ไส้หนา มีขนมโก๋สีขาว ขนมโก๋สอดไส้ ขนมโก๋สีเหล์อง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือ
ประเพณีธรรมเนียมจีน
จีน : เทศกาลและวันสำคัญ
การพัฒนาและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ขนมไหว้พระจันทร์จากเกาลัดน่าน

Tags: ขนมไหว้พระจันทร์, อาหารการกินตามเทศกาล, ไหว้พระจันทร์

ขนมพอง ขนมลา ขนมไข่ปลา ขนมดีซำ

Posted in ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: busakorn
September 16th, 2009

วันสารทไทย

     วันทำบุญกลางปีของไทย หรือทำบุญเดือน 10 รู้จักกันไหมจ๊ะ เด็กๆ รุ่นใหม่คงรู้จักวันนี้กันน้อย แต่ถ้าถามว่ารู้จัก ขนมกระยาสารทไหม น่าจะรู้จักกันมากกว่า เคยกิน เคยเห็น อาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าได้ลองน่าจะติดใจนะ หอมๆ มันๆ หวานๆ กรอบๆ เป็นขนมประจำเทศกาลงานบุญเดือนสิบ นอกจากกระยาสารทก็มี ข้าวยาคู หรือข้าวทิพย์ ส่วนทางใต้ก็จะมีขนมพอง ขนมลา ขนมไข่ปลา ขนมดีซำ

     ทุกขนมมีความหมาย ที่จะส่งไปถึงบรรพชนผู้ล่วงลับของเรา เช่น ขนมพอง คือ แพฟ่องล่องลอยหาบรรพชนล่วงข้ามสังสารวัฎ ขนมลา คือ แพรวพรรณ ขนมกง เป็น เครื่องประดับ และอื่นๆ อีก

     ขนมต่างๆ เหล่านี้เป็นขนมเทศกาลทางศาสนา เปรียบเหมือนขนมเทียน ขนมเข่ง ขนมไหว้พระจันทร์ ของประเพณีจีน ซึ่งหลายคนคงรู้จักขนมพวกนี้มากกว่าขนมพวกนั้น ขนมเทศกาลไทยน่าน้อยใจนัก 

 อยากรู้เพิ่มเติม

ประเพณีเกี่ยวกับเทศกาลตรุษ-สารท

พระราชพิธีสิบสองเดือน

ตำรา 12 เดือน คัดแต่สมุดขุนทิพมนเทียรชาววังไว้

ขนมเด็กในอดีต

ประเพณีทำบุญเดือนสิบในภาคใต้

by Busakorn

Tags: ขนมดีซำ, ขนมพอง, ขนมลา, ขนมไข่ปลา, วันสารทไทย

เด็กไทยกับการอ่าน

Posted in ข่าว, ประเพณีวัฒนธรรม, สาระน่ารู้  by: Nirahanee
March 13th, 2009

    จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2548 ระบุว่า ประเทศ ไทยมีผู้ที่ไม่อ่านหนังสือ  ถึง 22.4 ล้านคนหรือเกือบ 40% ของประชากรทั้งประเทศ   ด้วย เหตุผลว่าชอบดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุมากกว่า   ขณะที่เด็กที่มีอายุ 10-14 ปี  กว่า 60%       ให้เหตุผลใน การไม่อ่านหนังสือว่า เพราะไม่ชอบ และไม่สนใจเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มี        สถิติการอ่านหนังสือปีละ 40-50 เล่ม ส่วนเวียดนาม มีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 60 เล่ม ขณะที่คนไทยมีสถิติการอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม นับว่าการอ่านหนังสือของคนไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤต ฟังดูแล้วน่าใจหายน่ะค่ะ ถึงเวลารึยังค่ะที่เราทุกคนต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้    เด็กไทยรักการอ่านมากขึ้น

  gbook012 สถิติการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2551

แหล่งที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติ   : http://portal.nso.go.th/                                  

                                  By : Ni

Tags: การอ่าน


Hit Counter
Hit Counter