แนะนำ ฐานข้อมูลวิจัยจุฬาฯ รายวิชา 2206211
Posted in ICT, e-Journal, กิจกรรมศูนย์สารนิเทศฯ, คลังความรู้ by: Nirahaneeการใช้ฐานข้อมูลค้นคว้าวิจัยจุฬาฯ CU Reference Databases
การใช้ฐานข้อมูลค้นคว้าวิจัยจุฬาฯ CU Reference Databases
หลายท่านอาจจะเคยได้ยิน ได้ฟัง หรือเคยได้กล่าวคำเรียก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ว่า “เสด็จพ่อ ร.5″ วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันใหม่ว่าควรจะใช้คำเรียกท่านอย่างไรจึงจะถูกต้อง
สถาบันกษัตริย์ของเรานั้น มีฐานันดรศักดิ์โดยกำเนิด ซึ่งพอจะกล่าวได้โดยสังเขปดังนี้ จากพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชินี ก็มาถึง “เจ้าฟ้า” (”เจ้าฟ้า” คือพระราชโอรสหรือพระราชธิดา ซึ่งประสูติแต่ พระมเหสี หรือพระอัครชายา) ส่วนพระราชโอรสหรือพระราชธิดาที่ประสูติแต่พระสนม (ในสมัยโบราณ) หรือเจ้าจอม (ในสมัยรัตนโกสินทร์) ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมาจากสามัญชน พระราชโอรสหรือพระราชธิดาที่ประสูติมา จะมีฐานันดรศักดิ์เป็นพระองค์เจ้า (เช่น พระเจ้าลูกยาเธอ หรือพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้า…)
พระราชวงศ์ในระดับพระเจ้าลูกยาเธอ หรือพระเจ้าลูกเธอนี้ บุคคลผู้ใกล้ชิดจะเรียกว่า เสด็จ ซึ่งถ้าต่อไปทรงเจริญพระชนม์ขึ้น ได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมแล้ว ก็จะเรียกว่า เสด็จในกรม
Tags: คำเรียก, ภาษาไทยชั่วโมงนี้คนไทยต้องติดตามข่าวอย่างกระชั้นชิด พลาดไม่ได้สักนาทีเดียว จึงขอแนะนำเว็บไซต์ข่าวรูปแบบใหม่ www.hlt.nectec.or.th/speech/nvis/ ผลงานล่าสุดของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ส่งตรงสถานการณ์ล่าสุดทุกเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข่าวการเมือง กีฬา และบันเทิง เว็บข่าวของเนคเทคพร้อมส่งตรงถึง “หู” ผู้ฟัง เพราะเว็บดังกล่าวไม่ได้มีไว้ดู แต่มีไว้ฟังข่าว

“ มหากาพย์แห่งอุษาคเนย์ “ เป็นอีกหนึ่งวรรณกรรมที่ควรค่า แก่การอ่าน
ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง เป็นชื่อวีรบุรุษในตำนานสองฝั่งโขง ที่ข้ามพรมแดนทางชาติพันธุ์ เพราะคนในชนเผ่าชาติพันธุ์ต่าง ๆ บริเวณสองฝั่งโขงต่างยกย่องเป็นบรรพบุรุษของพวกตน ทั้งในตระกูลลาว – ไทย และข่าแจะ (เป็นชื่อเรียกพวกข่าทุกเผ่าอย่างรวม ๆ เช่น พวกลัวะ พวกขมุ ในตระกูลมอญ – เขมร เป็นต้น )
ตำนานพื้นเมืองของโยนก – ล้านนา ได้ระบุว่า ขุนเจืองหรือท้าวเจือง เกิดที่เมืองพะเยา เมื่อ พ.ศ.1617 มีเชื้อสายปู่เจ้าลาวจกแห่งดอยตุง และเป็นบรรพชนของพญางำเมือง แห่งเมืองพะเยา ผู้เป็นพระสหายพญามังราย เมืองเชียงราย กับพญาร่วง เมืองสุโขทัย ร่วมสมัยท้าวเจือง รัฐพุกาม เรืองอำนาจในพม่า, รัฐโคตรบูร เรืองอำนาจอยู่ในลาวและอีสาน มีศูนย์กลางอยู่เวียงจัน, รัฐหริภุญไชย ควบคุมบ้านเมืองทางลุ่มน้ำปิง – วัง ตั้งแต่เชียงใหม่ – ลำพูน – ลำปาง, ทางใต้ลงไปมี รัฐเชลียง อยู่บริเวณลุ่มน้ำยม – น่าน ทางสุโขทัย – อุตรดิตถ์ – พิษณุโลก – ลุ่มน้ำเจ้าพระยามี รัฐละโว้ อยู่ลพบุรี กับ รัฐสุพรรณภูมิ อยู่สุพรรณบุรี – ทางคามสมุทรมี รัฐนครศรีธรรมราช กับ รัฐปัตตานี
สามารถอ่าน ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ได้ที่นี่
http://www.sujitwongthes.com
แหล่ง ที่มา
สุจิตต์ วงษ์เทศ. “ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ขึ้นเว็บไซต์ ไม่สงวนลิขสิทธิ์”
หนังสือพิมพ์ มติชน วันศุกร์ที่ 16 เมษายน 2553. หน้า 20
http://www.sujitwongthes.com
ติดตาม อ่าน วรรณกรรม ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง และ เรื่องราวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
* ตำนานเกี่ยว กับท้าวฮุ่งท้าวเจือง : มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม : การสัมมนานานาชาติ
* ท้าวฮุ่ง หรือเจือง
* ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง ฉบับ ร้อยแก้ว
* ท้าว ฮุ่ง ท้าวเจือง มหากาพยืแห่งอุษาคเนย์
* พจนานุกรมศัพท์วรรณกรรมท้องถิ่นไทย ภาคอีสาน เรื่อง ท้าวฮุ่งหรือท้าวเจือง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
* มหา กาพย์ของอุษาคเนย์ ท้าวฮุ่ง ขุนเจือง : วีรบุรุษสองฝั่งโขง
Tags: ท้าวฮุ่ง ท้าวเจือง, วรรณกรรมพื้นบ้าน, วรรณกรรมไทย“ สงกรานต์ “ มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า “ก้าวขึ้น” หรือ “ ผ่าน” หรือ “เคลื่อนย้าย” ซึ่งหมายถึง การเคลื่อนย้ายของพระอาทิตย์จากราศีหนึ่งเข้าไปอีกราศีหนึ่ง เช่น เคลื่อนจากราศีพฤษภไปสู่ราศีเมถุน อันเป็นเหตุการณ์ปกติเกิดขึ้นทุกเดือน เรียกว่า “ สงกรานต์เดือน” ยกเว้นว่าเมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษเมื่อใดก็ตตามก็จะเรียกชื่อเป็นพิเศษว่า มหาสงกรานต์ อันหมายถึง การก้าวขึ้นครั้งใหญ่ ซึ่งนับเป็นครั้งสำคัญ เพราะถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามคติพราหมณ์ โดยเป็นการนับ ทางสุริยคติ ตรงกับ วันที่ 13 –15 เมษายน ซึ่งแต่ละวันจะมีชื่อเรียกเฉพาะ ดังนี้
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “วันมหาสงกรานต์” หมายถึง วันที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษอีกครั้ง หลังจากผ่านเข้าสู่ราศีอื่น ๆ จนครบ 12 เดือน
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “ วันเนา” หมายถึง วันที่ดวงอาทิตย์เข้าเคลื่อนสู่ราศีเมษอันเป็นราศีตั้งต้นปีเข้าที่เข้าทางเรียบร้อย
วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “วันเถลิงศก” ถือเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ การกำหนดให้อยู่ในวันนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าดวงอาทิตย์โคจรจาก ราศีมีน เข้าสู่ ราศีเมษแล้วอย่างน้อย 1 องศา
ประเพณีสงกรานต์ 4 ภาค
ประเพณีปีใหม่เมือง : ประเพณีสงกรานต์ล้านนา
ชาวล้านนา เรียกเทศกาลสงกรานต์นี้ว่า “ ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง “ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า “ วันสังขารล่อง “ หมายถึง วันที่ปีเก่าผ่านไป วันที่ 14 เมษายนเรียกว่า “ วันเนา “ หรือ บางทีเรียกว่า “ วันเน่า “ เพราะถือว่าเป็นวันห้ามพูดจาหยาบคาย หากพูดแล้วจะทำให้ปากเน่าและไม่เจริญ ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “ วันเถลิงศก “ ถือเป็นเริ่มต้นปีใหม่ เป็นวันที่ชาวบ้านจะทำบุญประกอบกุศลเลี้ยงพระ ฟังธรรมอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับ
ประเพณีวันว่าง : ประเพณีสงกรานต์ปักษ์ใต้
ภาคใต้ เรียกวันสงกรานต์ว่า “ ประเพณีวันว่าง “ ถือเป็น วันละวางทั้งกายและใจจากภารกิจปกติ โดยเรียกวันที่ 13 เมษายนว่า
“ วันส่งเจ้าเมืองเก่า “ เพราะมีความเชื่อว่าเทวดารักษาบ้านเมืองกลับไปชุมนุมกันบนสวรรค์ วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า “ วันว่าง “ คือวันที่ ปราศจากเทวดารที่รักษาเมือง ดังนั้น ชาวบ้านก็จะงดงานอาชีพต่าง ๆ แล้วไปทำบุญที่วัด และ วันที่ 15 เมษายน เรียกว่า “ วันรับเจ้าเมืองใหม่ “ คือวันรับเทวดาองค์ใหม่ ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเมืองแทนองค์เดิมที่ย้ายไปประจำเมืองอื่นแล้ว
ประเพณีบุญเดือนห้า มหาสงกรานต์ : ประเพณีสงกรานต์ภาคอีสาน
ชาวอีสาน นิยมจัดกันอย่างเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น โดคนอีสานเรียกประเพณีสงกรานต์ว่า “ บุญเดือนห้า “ หรือ
“ ตรุษสงกรานต์ “ และถือฤกษ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 เวลา 15.00 น. เป็นเวลาเริ่มงาน โดยพระสงฆ์จะตีกลองโฮมเปิดศักราช จากนั้นญาติโยมจะจัดเตรียมน้ำอบหาบไปรวมกันที่ ศาลาวัดเพื่อสรงน้ำพระพุทธรูป
ประเพณีเถลิงศก : ประเพณีสงกรานต์ภาคกลาง
ภาคกลาง มีกิจกรรมหลัก ๆ คล้าย ภาคอื่น ๆ เช่นกัน คือ ทำความสะอาดบ้านเรือน และนอกจากนี้ยังมีการทำบุญอุทิศแก่บรรพบุรุษ การสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ รวมทั้งการขนทรายเข้าวัดและการก่อเจดีย์ทราย เป็นต้น
แหล่งที่มา
จุลสาร” เทศกาล ‘เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ ‘ ปี 2553 หน้า 1- 2
http://thai.tourismthailand.org/
ภาพประกอบ
http://www2.ph.mahidol.ac.th/family/webboard/upimages/1237549705.jpg
Tags: ประเพณีไทย, ปีใหม่ไทย, วันสงกรานต์
น้อยคนนักจะไม่รู้จักนวนิยายเรื่อง “ผู้ใหญ่ลีกับนางมา” นอกจากเป็นนวนิยายที่สร้างชื่อเสียงให้กับ กาญจนา นาคนันท์ แล้ว ยังเป็นนวนิยายร่วมสมัยที่ประทับตรึงใจ ไม่ว่ายุคไหนก็อ่านได้ ซ้ำยังสร้างเป็นภาพยนตร์และละครโทรทัศน์หลายครั้ง ก่อนที่นวนิยายเรื่องนี้จะอวดโฉมสู่สายตาของผู้อ่าน นวนิยายเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง ไม่ใช่นักเขียนนั่งเทียนเขียนแต่อย่างใด

The Thief of Baramos
คนหลายๆคนคงจะคิดว่าหนังสือประเภทวรรณกรรมเยาวชนนั้นเป็นหนังสือที่เน้น แต่เพียงให้ความบันเทิงกับเยาวชนและให้แง่คิดเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หนังสือเรื่อง “หัวขโมยแห่งบารามอส” จะทำให้มุมมองและทัศนคติของผู้อ่านหลายคนที่มีต่อวรรณกรรมเยาวชนนั้น เปลี่ยนแปลงไป
หัวขโมยแห่งบารามอส หรือ The Thief of Baramos นั้น นำเสนอมิติและภาพลักษณ์ใหม่สำหรับวรรณกรรมเยาวชน เนื่องจากไม่ได้มุ่งเน้นแต่เพียงนำเสนอเนื่อเรื่องที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้ อ่านเท่านั้น แต่ยังแทรกไปด้วยข้อคิดและปรัชญามากมายซึ่งทำให้ผู้อ่านได้ขบคิดและได้แนว คิดดีๆกลับไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทั้งนี้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือที่มุ่งเน้นแต่เพียงจะตีตลาดเฉพาะ กลุ่มเยาวชนเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่คนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กก็สามารถอ่านได้หมด ซึ่งถ้าเป็นผู้อ่านที่อยู่ในระดับโตขึ้นมาหน่อย ก็จะเข้าใจและสามารถตีความปรัชญาหรือข้อคิดได้ลึกซึ้งกว่า ดังนั้น การที่วงการวรรณกรรมเยาวชนไทยของเราเริ่มที่จะมีหนังสือที่สร้างสรรค์และ แหวกแนวอย่างหัวขโมยแห่งบารามอสออกมา จึงเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้อ่าน ทำให้ภาพลักษณ์ของวรรณกรรมเยาวชนได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีและดูทันสมัยขึ้นด้วย
หนังสือที่ได้รับการรังสรรค์มาเป็นอย่างดี “หัวขโมยแห่งบารามอส” เป็นวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซี ซึ่งผู้แต่งหนังสือเล่มนี้นั้นเป็นคนไทย ใช้นามแฝงว่า แรบบิท หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่เป็นชุด มีทั้งหมด4เล่มจบ อันได้แก่ เล่ม1 หัวขโมยแห่งบารามอสกับมงกุฏหัวใจ เล่ม2 หัวขโมยแห่งบารามอสกับคทาแห่งพลัง เล่ม3 หัวขโมยแห่งบารามอสกับแหวนแห่งปราชญ์ เล่ม4 หัวขโมยแห่งบารามอสกับดาบแห่งกษัตริย์ ทั้งนี้ยังมีหนังสือเล่มพิเศษที่ผู้แต่งเขียนเพิ่มขึ้นมาอีกเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวละครหลัก เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของหนังสือ และบทสัมภาษณ์ของผู้แต่ง
วรรณกรรมชุด “หัวขโมยแห่งบารามอส” นี้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสองดินแดนที่เป็นคู่อริกัน มานาน ซึ่งก็คือ ดินแดน”เดมอส” ดินแดนแห่งความมืดของเหล่าปีศาจ และ ดินแดน”เอเดน” ดินแดนมนุษย์สีขาวบริสุทธิ์ โดยเลือกเอาเหตุการณ์ในช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตของ “ธิดาแห่งความมืด” เจ้าหญิงผู้มีบทบาทสำคัญในตำนานของทั้งสองแผ่นดิน มาถ่ายทอดผ่านมุมมองของตัวละครเอกและตัวดำเนินเรื่อง คือ เฟริน เดอเบอโรว์ ซึ่งเป็นหัวขโมยธรรมดาที่มีชีวิตผกผัน ต้องเข้าไปพัวพันกับสิ่งวิเศษทั้งสี่ อันได้แก่ มงกุฏหัวใจ คทาแห่งพลัง แหวนแห่งปราชญ์ ดาบแห่งกษัตริย์ โดยเริ่มเรื่องจากการที่เฟรินจับพลัดจับผลูเข้าไปเรียนในโรงเรียนพระราชา จนกระทั่งเฟรินได้คืนฐานะสู่ความเป็นเจ้าหญิงและได้พลิกสถานการณ์สงคราม ระหว่างเอเดนกับเดมอสให้จบลงอย่างสงบ
เมื่อผู้อ่านได้ลองสัมผัสและได้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว จะรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้นำเสนอเนื้อหาได้สนุก และน่าติดตามมาก ผู้อ่านจะรู้สึกเพลิดเพลินพร้อมทั้งได้จินตนาการไปด้วย นอกจากนี้ การที่หนังสือเล่มนี้แฝงไปด้วยข้อคิดและเนื้อหาสาระ ปรัชญาที่เป็นประโยชน์มากมายนั้น ยังทำให้ผู้อ่านได้ขบคิดและได้นำข้อคิดดีๆจากหนังสือไปปรับใช้ในชีวิตประวัน ของผู้อ่านด้วย
ความรัก ความเอื้ออาทรและความสามัคคีระหว่างพ่อ แม่และ ลูก ระหว่างเพื่อน ระหว่างผู้ปกครองและผู้อยู่ใต้ปกครอง ระหว่างคนรักนั้นเป็นthemeหลักของเรื่องนี้ ซึ่งทำให้ผู้อ่านมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังสือเล่มนี้ด้วย ถ้าเป็นผู้อ่านที่โตขึ้นมาหน่อย จะยิ่งเข้าใจถึงประเด็นปรัชญาที่ซับซ้อนที่แฝงอยู่ในหนังสือเล่มนี้ด้วย
วรรณกรรมเยาวชนชุดเรื่องนี้ จะทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงอรรถรส ความสนุกสนาน ความตลกขบขัน ความซาบซึ้ง ความรัก ความตื่นเต้น ความเศร้า หลากหลายอารมณ์ แม้ว่าหนังสือเล่มนี้ ผู้แต่งจะได้แรงบันดาลใจมาจากแฮรี่พอตเตอร์ แต่เมื่อผู้อ่านได้ลองอ่านดูแล้วจะพบว่าเนื้อหาและการนำเสนอนั้นแตกต่างจาก แฮรี่ พอตเตอร์โดยสิ้นเชิง ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาที่สนุกกว่าแและแฝงไปด้วยข้อคิดเยอะกว่า อีกทั้งการอุดหนุนวรรณกรรมเยาวชนที่เป็นของคนไทย ยังเป็นการช่วยให้รายได้ในประเทศไทยไม่รั่วไหลออกไปนอกประเทศ พร้อมทั้งยังเป็นการสนับสนุนวงการวรรณกรรมเยาวชนไทยอีกด้วย ดังนั้น ผู้อ่านจึงน่าจะลองหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูค่ะ รับรองว่าไม่ผิดหวังและแน่นอนว่า ผู้อ่านจะพบกับความรู้สึกที่ไม่อยากวางหนังสือลงค่ะ
Linkสำหรับผู้ที่สนใจสามารถเปิดเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ค่ะ^-^
หัวขโมยแห่งบารามอสกับคทาแห่งพลัง ![]()
By Natanee T้hawesaengskulthai (Information Science, Chula year3)
Tags: บารามอส, วรรณกรรมชุด, วรรณกรรมเยาวชน, หนังสือ, หัวขโมยแห่งบารามอส, เฟริน, เฟริน เดอเบอโรว์
Where the wind blows
หากคุณกำลังมอง หาหนังสือเล่มเล็กๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งจิตนาการอยู่ละก็ คุณไม่ควรพลาดหนังสือที่ชื่อว่า “ลมเอยลมพัด” หรือ ในชื่อภาษาอังกฤษว่า ” Where the wind blows“ หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานการเขียนของ เฮเลน เคร้สเวลล์ ซึ่งเฮเลน เคร้สเวลล์ได้นำเสนอเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ไว้ได้อย่างงดงามและน่าประทับ ใจ
หนังสือเรื่อง “ลมเอยลมพัด” ทำหน้าที่สมกับชื่อของมัน ที่ีเหมือนสายลมที่นำพาเราให้ “เรียน” และ “รู้จัก” แก่นแท้ของชีวิตมนุษย์และธรรมชาติที่ทุกสิ่งต่างมีวิถีทางเป็นของมันเองและ ทุกสิ่งนั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของมัน ผู้เขียนได้นำเสนอแนวความคิดนี้ได้อย่างเรียบง่ายพร้อมกับสอดแทรกปรัชญา ชีวิตผ่านตัวละครเอกที่ชื่อ “เคอร์สทีน” เคอร์สทีนเป็นเด็กสาวที่อาศัยอยู่ในโรงโม้แป้งกับปู่ของเธอ ถึงแม้ เคอร์สทีนจะรักปู่ของเธอ รักโรงโม้แป้ง รักกังหันลม และรักท้องทุ่งที่แสนงดงาม แต่ด้วยวัยของเธอทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่ายกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเธอ เธอเบื่อโรงโม้แป้งที่แสนเงียบงันของปู่เธอ เธอเบื่อท้องทุ่งกว้างที่มีลมพัดเพียงบางวัน เคอร์สทีนต้องการการเปลี่ยนแปลง เธอต้องการสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกมีชีวิตชีวาและเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหวตลอด เวลา ดังนั้นเคอร์สทีนจึงตัดสินใจอำลาปู่ของเธอและออกเดินทางไปยัง “ดินแดนแห่งสายลม” ที่ซึ่งมีลมพัดอยู่ตลอดเวลา มาร่วมติดตามการผจญภัยของสาวน้อยเคอร์สทีนว่าเธอจะสามารถเดินทางไปถึง ณ “ดินแดนแห่งสายลม” ที่เธอปรารถนาได้หรือไม่ สายลมที่พัดพาเธอไปได้บอกเล่าเรื่องราวอะไรกับเธอ และเธอได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตของเธอจากการเดินทางครั้งนี้
สุดท้ายแล้วเคอร์สทีนจะเข้าใจคำกล่าวของปู่เธอ ซึ่งเป็นบทสรุปของทุกชีวิตที่ว่า
“เมื่อหลานแก่เท่าปู่ หลานจะพอใจในการปล่อยให้โลกและสิ่งต่างๆ บนโลกเป็นไป ตามเรื่องตามราว หลานจะพอใจที่บางวันมีลมพัด แต่บางวันก็สงบ เหมือนนอนหลับ โรงโม่แป้งของปู่กับตัวปู่แก่ชราลงไปด้วยกันเราปล่อยให้มันไป ตามวิถีทางของมัน” ได้หรือไม่
หนังสือเรื่อง “ลมเอยลมพัด“ แม้ว่าจะจัดอยู่ในหมวดวรรณกรรมเยาวชน แต่เนื้อหาที่ถ่ายทอดอยู่ในกระดาษ 112 หน้านั้น ไม่ได้ให้แค่เพียงความสนุกสนาน แต่ยังให้แง่คิดดีๆกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ว่าเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเด็กๆ ได้อะไร และหนังสือเล่มนี้ได้บอกเล่าเรื่องราวอะไรแก่ผู้ใหญ่บ้าง
สำหรับผู้ที่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้สามารถหาอ่านได้จากศูนย์สารนิเทศ มนุษยศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ หรือจะเข้าไปดูที่เว็บไซต์ของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ตามลิงค์ที่ให้ไว้ด้านล่างก็ได้นะคะ
สำนักพิมพ์ผีเสื้อ
ลมเอยลมพัด(Where the wind blows) ![]()
By : Manita Pothiwang (มานิตา โพธิ์วัง)
Tags: ลมเอยลมพัด, วรรณกรรมเยาวชน, สำนักพิมพ์ผีเสื้อ, หนังสือ, หนังสือวรรณกรรม, เคอร์สทีน
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีนิสิตเสนอให้ศูนย์สารนิเทศมนุษยศาสตร์บอกรับนิตยสารเพิ่ม ในปีใหม่นี้ศูนย์ฯ จึงได้บอกรับนิตยสาร Health & Cuisine ตามคำเรียกร้อง เอาใจคนรักสุขภาพ ซึ่งเนื้อหาหลักส่วนใหญ่ของนิตยสารจะเน้นเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพ สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ และเคล็ดลับต่าง ๆ
Health & Cuisine เป็นนิตยสารประเภทรายเดือน ผลิตโดย บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) สนใจสามารถติดตามอ่านได้แล้ววันนี้ ที่ห้องบริการวารสารและสิ่งพิมพ์ ชั้น 2 อาคารมหาวชิราวุธ

ในปี 2552 สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้มีการประกาศเกียรติให้นักเขียนและ/หรือบรรณาธิการอาวุโส ดังต่อไปนี้ เป็นผู้ได้รับรางวัลนราธิป
1. นายจำนง เทพหัสดิน ณ อยุธยา
2. ศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ ทองประเสริฐ
3. นางชุมสาย มีสมสืบ
4. นายแถมสิน รัตนพันธุ์ (ลัดดา)
5. ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร
6. นางนพคุณ จิตตยะโศธร (แมน สุปิติ)
7. นางปราศรัย รัชไชยบุญ (นิดา)
8. นายปัญญา ฤกษ์อุไร
9. นายพิชัย วาศนาส่ง
10. นางพิมพา ปิณฑะสุต (จันทพิมพะ)
11. นายมนัส โอภากุล
12. นายเริงชัย ประภาษานนท์ (เศก ดุสิต)
13. พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร
14. นายสมบัติ พลายน้อย (ส.พลายน้อย)
15. นายสมพร ภูริพงศ์
16. นายไสวรินทร์ วิเศษสมบัติ
17. นางอุปภัมภ์ จันทรสกุนต์ (อุปถัมภ์ กองแก้ว)
โดยจะมีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ณ ห้องประชุมใหญ่ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพฯ
ทีมา : สกุลไทย รายสัปดาห์ ปีที่ 56 ฉบับที่ 2885 ประจำวันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ 2553
Tags: นักเขียน, บรรณาธิการอาวุโส, รางวัลนราธิป